‘SALMON BOOKS FIRST EDITION PRIZE’ หรือ ‘รางวัลพิมพ์หนึ่ง’ คือเวทีประกวดการเขียนประจำปีที่เฟ้นหางานเขียนทั้งวรรณกรรม (Fiction) สลับกับสารคดี (Non-fiction) โดยเราตั้งใจมองหาผลงานรสชาติอร่อยเพื่อต่อยอดแนวคิดของสำนักพิมพ์ที่ตั้งใจว่ายทวนน้ำ พร้อมผลิตผลงานรสชาติอร่อยเหมือนปลาแซลมอนอยู่เสมอ
สำหรับปี 2026 โจทย์ที่พวกเราตั้งไว้คือวรรรณกรรมในธีม ‘ฤดูกาล’ (Seasons) ซึ่งหลังจากได้รับต้นฉบับจากนักเขียนเกือบร้อยเรื่อง ในที่สุด เราก็ได้ผู้ชนะที่จะได้รับการ ‘พิมพ์หนึ่ง’ พร้อมกับได้รับเงินรางวัล 50,000 บาทเรียบร้อยยยย
ทราย—พุทธิชาต มาแดง หรือ ‘วาลุกา’ เจ้าของผลงานเรื่อง สามขั้น คือนักเขียนคนนั้น
เล่าอย่างย่นย่อ สามขั้น คือนวนิยายว่าด้วยฤดูร้อนปีที่ฝนมาช้ากว่าปกติ จนบันไดไม้สามขั้นที่จมหายมานานค่อยๆ ปรากฏขึ้น พร้อมกับบางสิ่งในตัวแม่ที่เหมือนกำลังหวนคืน
“นวนิยายเรื่อง ‘สามขั้น’ นำเสนอแนวคิด ‘ฤดูกาล’ ได้อย่างคมชัดและลุ่มลึก โดยเชื่อมร้อยองค์ประกอบต่างๆ ของการเล่าเรื่องให้เป็นโครงสร้างเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้เขียนนำเสนอสภาพแวดล้อม พื้นที่ และร่างกายของตัวละครที่ต่างเกาะเกี่ยวอิงอาศัยกันไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ในแง่หนึ่งฤดูกาลจึงมีชีวิตที่เฝ้ามอง รับฟัง และเคลื่อนไหวเมื่อตัวละครกลับไปเผชิญหน้ากับความทรงจำและรอยแผลในอดีตของตนเอง (…) ด้วยความโดดเด่นทั้งในด้านแนวคิด กลวิธีการเล่าเรื่อง และศิลปะการใช้ภาษา คณะกรรมการตัดสินจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นวนิยายเรื่อง ‘สามขั้น’ ได้รับรางวัลชนะเลิศ”
ส่วนหนึ่งของคำตัดสินจากคณะกรรมการว่าไว้อย่างนั้น
ฤกษ์งามยามดี เราอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ ‘วาลุกา’ คุยกันเรื่องจุดเริ่มต้นของการเขียนและการอ่าน รวมถึงเบื้องหลังการทำงานในนิยายที่จะได้รับการพิมพ์หนึ่งในปีหน้า

ความสนใจเรื่องการอ่านและการเขียนของคุณเริ่มขึ้นตอนไหน
อ่านตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่แน่ใจ แต่เท่าที่จำความได้ เราอ่านหนังสือออกเร็วมากตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน อาจเพราะคุณแม่ชอบอ่านหนังสือ ท่านเป็นแฟนหนังสือของ ชาติ กอบจิตติ เลยสนับสนุนให้เราอ่านหนังสือเยอะมาก ประกอบกับเราโตมาในละแวกบ้านที่ไม่มีเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเลย แม่เลยให้เราอ่านหนังสือแก้เหงา
เราอ่านทั้งวรรณกรรม นิทาน หนังสือประวัติศาสตร์ และนวนิยายไทยเก่ายุค พ.ศ. 2470-2490 รวมถึงอ่านนิยายแปลจากยุคนั้นด้วย แล้วหลังๆ ก็อ่านเรื่องที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร สกุลไทย
เสน่ห์ของนิยายเก่าพวกนี้คือ อ่านแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงในเรื่องนั้นเปรี้ยวดีจัง พวกเธอไม่เหมือนผู้หญิงในละครพีเรียดที่ต้องนั่งเรียบร้อย ซึ่งก็สะท้อนภาพสังคมในยุคนั้นพอสมควร อย่างบุคลิกผู้หญิงเปรี้ยวๆ ก็ทำให้เห็นว่าตอนนั้นมีกระแส Modernism (ขบวนการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงหลุดออกจากภาพจำแม่และเมียแบบเดิมๆ ผลักดันให้ผู้หญิงเข้ารับการศึกษาที่สูงขึ้น พึ่งพาตัวเองมากขึ้น และมีอิสระในเรื่องเพศและการแต่งตัว) เข้ามาในไทยแล้ว และตัวละครชายโต้ตอบกับกระแสนี้อย่างไร
เรารู้สึกว่าภาษาและตัวละครในนิยายเก่ามีเสน่ห์มาก อ่านแล้วเหมือนได้ย้อนเวลาไปสัมผัสยุคที่เราเกิดไม่ทัน ด้วยความที่อ่านเยอะ เราเลยเริ่มอยากเขียนเอง ตอนประถมก็เขียนเรื่องสั้นกุ๊กกิ๊ก วาดการ์ตูนตาหวานให้เพื่อนสนิทอ่าน เพื่อนก็ดูเอนจอย ไม่รู้ว่าปลอบใจเราหรือเปล่า (หัวเราะ)
พอโตขึ้นมา สิ่งที่เราอ่านเปลี่ยนไปเยอะมาก แต่ความชอบเขียนยังอยู่ จากที่เคยเขียนเอาตลก เราอยากสร้างตัวละครและโลกในหนังสือ รู้สึกว่าหากมีใครได้อ่านและอินกับเราก็คงจะดี
มีหนังสือที่ทำให้อยากเป็นนักเขียนไหม
เล่มแรกที่จุดประกายจริงๆ คือ สงครามชีวิต ของ ศรีบูรพา เราทึ่งมากที่ตัวละครเขียนจดหมายโต้ตอบกันแต่สามารถทำให้เราอินได้ อยากเขียนให้เท่แบบนั้นบ้าง
ส่วนนักเขียนรุ่นต่อมาที่เราชอบคือ ร.จันทพิมพะ, วิตต์ สุทธเสถียร และ ธิดา บุนนาค ทั้งสามคนมีการสร้างโลก ใช้น้ำเสียง และมีความมั่นใจในภาษาที่แตกต่างกัน อ่านแล้วรู้เลยว่าเขามองโลกในยุคของเขาอย่างไร ทุกคนดูเท่และกล้าที่จะมีบุคลิกเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะธิดา บุนนาค ที่ขอยกให้เก๋ที่สุด เพราะเป็นผู้หญิงตระกูลดังที่เขียนงานอีโรติก คิดดูว่าสมัยนั้นแค่ผู้หญิงเขียนหนังสือก็โดนวิจารณ์แล้ว แต่นี่เป็นคนตระกูลบุนนาคด้วย น่าจะเจอแรงกระแทกจากหลายด้าน

ทำไมถึงตั้งนามปากกาว่า ‘วาลุกา’
วาลุกาเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ‘ทราย’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเราเอง เรารู้สึกผูกพันกับชื่อนี้ เพราะคุณยายกับคุณแม่เป็นคนตั้งให้ จึงอยากให้นามปากกาเชื่อมโยงกับคนที่เรารักโดยไม่ต้องบอกตรงๆ ค่ะ
จากการที่แต่งให้เพื่อนอ่านเล่นๆ แล้วคุณอยากเริ่มเขียนจริงจังตอนไหน
การเขียนเป็นความชอบที่ซ่อนอยู่ในใจมาตลอด แต่เราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความสามารถพอที่จะเขียนงานจนยึดเป็นอาชีพประจำได้
ตอนนี้เราเป็นนิสิตปริญญาโท นักแปลงาน Non-fiction ในหมวด Gender ของสำนักพิมพ์นิสิตสามย่าน และมีสอนวรรณกรรมให้เด็กอินเตอร์ด้วย เราไม่กล้าทำงานเขียนจริงจัง อาจเพราะรู้สึกว่าตอนนี้อยู่ในโลกทุนนิยม ถึงจะเรียนจบอักษรฯ แต่เรารู้สึกว่าควรเดินในเส้นทางที่ปลอดภัยเพื่อให้แม่สบายใจว่าเราจะมีการงานที่มั่นคง เรากลัวว่าจะเขียนงานไม่ออกและไม่มีเงินใช้ มันเลยเป็นความชอบที่หลบอยู่ในใจมาตลอด คิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะลองเขียนดู
จนกระทั่งมาเจอโครงการ First Edition Prize ของสำนักพิมพ์แซลมอน เราเลยตัดสินใจลองส่งดู มันเป็นการเขียนนิยายเล่มแรกเลย
อะไรทำให้ตัดสินใจส่งผลงานเข้าประกวด
เอาจริงๆ คือเพิ่งลาออกจากงานเก่าเพราะรู้สึกไม่ชอบ ตอนนั้นมีความสับสนในใจว่าเราอดทนไม่พอหรือเปล่า หรือเราไม่เก่งเองกันแน่ ก็เลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเราไม่ใช่คนไม่มีฝีมือ
ส่วนเหตุผลอีกข้อก็อย่างที่บอก บทบาทนักเขียนคือความฝันที่ซ่อนอยู่ และเราอยากรู็ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหนในเส้นทางนี้
ก่อนส่งประกวด เคยอ่านงานของสำนักพิมพ์แซลมอนมาก่อนไหม
อ่านอยู่บ้าง อ่านหลายแนว แต่เล่มที่ชอบเป็นพิเศษคือ สาวไห้ ของวิตต์ สุทธเสถียร แม้จะไม่ใช่งานออริจินัลของสำนักพิมพ์ แต่เป็นเล่มที่เราชอบมาก เพราะมีตัวละครหญิงที่เก๋มาก ขัดจากภาพที่คนมักจินตนาการว่าผู้หญิงยุคก่อนต้องเรียบร้อย แต่ตัวละครอย่างกรรณิการ์นั้นมีชีวิตของตัวเอง เป็นตัวละครเทาๆ ที่สะท้อนมิติความเป็นมนุษย์ ทั้งน่ารักและน่าหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องที่ดีมาก อยากให้คนอ่านเยอะๆ
ถ้างานร่วมสมัยขึ้นมาหน่อย เราชอบ Family Comes First ด้วยรักและผุพัง ของ นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ เพราะพูดถึงประเด็นครอบครัวที่ทำให้เห็นว่าความเป็นครอบครัวไม่ได้มีแค่สายสัมพันธ์ แต่มีเรื่องอำนาจ ความคาดหวัง และบาดแผลในใจ
อีกเล่มคือ รักในลวง ของ จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ ที่สะท้อนความสัมพันธ์ธรรมดาแต่ค่อยๆ บิดเบี้ยวไป จนทำให้เห็นความรู้สึกหรือประเด็นบางอย่างเด่นชัดขึ้น
ส่วนเล่มที่เป็น Non-fiction เราอ่าน Untitled Case และ Myth Universe เยอะมาก เพราะฟังพอดแคสต์แล้วสนใจเรื่องอาชญากรรมและนิทาน พอได้อ่านเป็นตัวอักษรมันเหมือนได้สำรวจในอีกมุม

ตอนเห็นโจทย์ ‘ฤดูกาล’ ไอเดียแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคืออะไร
ดูมีความเป็นนามธรรมและเป็นสิ่งเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน แต่ความท้าทายคือจะตีความอย่างไรให้ไม่ซ้ำใคร มันเป็นคำธรรมดาที่ต่อยอดไปได้ไกลมาก และด้วยความที่เราทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผู้หญิง เวลาคิดงานเราจึงเริ่มต้นจากตัวละครผู้หญิงก่อน ตอนแรกเราคิดถึงฤดูกาลของชีวิตผู้หญิง แต่กลัวจะธรรมดาเกินไปและไม่ตรงโจทย์ จึงต่อยอดว่าถ้าเป็นฤดูกาลจริงๆ จะผสมผสานกับชีวิตคนอย่างไรดี
เพราะชีวิตคนเรามีความซับซ้อนหลายมุม เราเลยเอาคำว่าฤดูกาลมาซ้อนกันหลายมิติ ทั้งฤดูร้อนที่น้ำไม่ขึ้น และฤดูกาลในชีวิตของตัวลูกสาวกับแม่
โดยเฉพาะแม่ก็เคยเป็นลูกสาวและเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่พอมีลูก ทุกคนกลับหลงลืมฤดูกาลต่างๆ ในชีวิตของแม่ไปหมดเลย เราเลยอยากลองเล่นกับประเด็นนี้ดู
เล่าคร่าวๆ ให้ฟังหน่อยว่า สามขั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
เรื่องของลูกสาวชื่อ ‘บัว’ ที่ลาออกจากงานแล้วกลับบ้านในฤดูร้อนปีหนึ่งที่แห้งแล้งผิดปกติ ฝนไม่ตกจนคลองหลังบ้านที่เคยท่วมบันไดแห้งขอด ทำให้บันไดไม้สามขั้นที่เคยจมน้ำโผล่ขึ้นมา นอกจากนี้ ความลับที่เกี่ยวกับตัวแม่และร่างกาย รวมถึงความทรงจำที่เปลี่ยนไปก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาด้วย
ทุกครั้งที่น้ำลด บัวจึงได้เรียนรู้ว่าก่อนที่แม่จะเป็นแม่ แม่เคยมีชีวิต มีชื่อ และมีประสบการณ์อะไรมาบ้าง
แรงบันดาลใจหลักของ สามขั้น มาจากไหน
ประสบการณ์ของเราที่เคยอยู่บ้านริมน้ำเหมือนในเรื่อง แต่แรงบันดาลใจที่ใหญ่ที่สุดคือคุณแม่ของเราเอง
ด้วยความที่เขาเป็นแม่ บางครั้งเราเผลอคาดหวังให้เขาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ช่วยเราได้ทุกเรื่อง แต่บางครั้งแม่ก็ทำอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจเรา และเราก็ไม่พอใจเขา จนวันหนึ่ง เรามีโอกาสอ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนมุมมองเราไปเลย เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่บอกว่า แม่ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่เทวดา ขนาดตัวเราเองยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับแม่ จึงเป็นไปได้ที่แม่จะทำอะไรไม่ตรงใจเรา นั่นทำให้เราอยากสร้างตัวละครผู้หญิงคู่นี้ขึ้นมา
อีกเหตุผลคือการอ่านนิยายเก่าๆ ที่มักสร้างคาแรกเตอร์ผู้หญิงให้มีความเก๋และโดดเด่น เรารู้สึกว่าการใช้ตัวละครหญิงเป็นตัวเดินเรื่องจะช่วยสะท้อนประเด็นทางสังคมและบทสนทนาเรื่องเพศได้ดีกว่าการให้ผู้ชายพูด
ความท้าทายที่เจอระหว่างทางคืออะไร
เราเห็นแซลมอนประกาศรับสมัครตอนเดือนมีนาคม ใช้เวลาตัดสินใจหนึ่งสัปดาห์ว่าจะลองทำดีไหม จากนั้นก็ลงมือเขียน ใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง แต่ไม่ได้เขียนต่อเนื่องทุกวัน วันไหนไม่อยากเขียนก็จะไม่เขียน บางวันเราอารมณ์ค้างจากการทำวิทยานิพนธ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงเหมือนกัน เราก็จะเขียน
นอกจากเรื่องความสม่ำเสมอ ความท้าทายที่เจอคือประเด็นและนัยในเรื่องค่อนข้างเยอะ ความท้าทายคือเราจะทำอย่างไรไม่ให้ผู้อ่านรู้สึกว่าถูกยัดเยียดจนเกินไป ไม่ให้เรื่องกลายเป็นต้มยำรวมมิตรหรือหนังสือทฤษฎี เราต้องทำให้ประเด็นวิ่งตามตัวละคร ไม่ใช่ให้ตัวละครวิ่งตามประเด็น
ความท้าทายต่อมาคือเราไม่อยากให้ตัวละคร ‘แม่’ เป็นปริศนาให้ลูกสาวต้องมาไขคดี เพราะถ้าทำแบบนั้น ชีวิตของแม่จะกลายเป็นแค่พล็อตเรื่องรองของลูก เราต้องการให้เรื่องราวของทั้งคู่มีสถานะเท่าเทียมกัน และอยากให้ลูกเป็นฝ่ายเรียนรู้แม่บ้างว่าแม่ชอบอะไร แม่เป็นคนอย่างไร
การสร้างตัวละครพ่อก็ยาก เพราะเราไม่อยากให้พ่อกลายเป็นตัวร้าย ไม่อยากผลิตภาพจำว่าผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายถูกกดทับเสมอไป
เราคิดว่ากลิ่นอายของงานเขียนของเรา นอกจากจะมีเส้นเรื่องความสัมพันธ์และความขัดแย้งแล้ว เราอยากสร้างตัวละครที่เป็นสีเทาๆ ไม่ได้เรียบร้อย ไม่ได้คิดหรือทำอะไรถูกต้องไปเสียหมด เพราะเรารู้สึกว่าไอ้การเป็นคนเทาๆ มันก็มีเสน่ห์ของมัน

สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ การเขียนงานขนาดยาวให้จบเป็นเรื่องยากมาก คุณทำอย่างไรถึงเขียนจนจบได้
เพราะเรามีภารกิจในใจว่าต้องทำให้สำเร็จ อยากพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่คนไม่มีฝีมือ (หัวเราะ) ไม่อยากมานั่งนอยด์ทีหลังเพราะเขียนไม่จบ ตอนส่งก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะชนะ เราแค่ไม่อยากยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ประกอบกับระหว่างทาง เราสนุกไปกับการเติบโตของตัวละคร ‘บัว’ เหมือนเราเพิ่งตั้งไข่และค้นหาคำตอบไปพร้อมกับเขา ทำให้เขียนจนจบได้สำเร็จ
คิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ สามขั้น ชนะรางวัล
คำถามนี้ตอบยากมาก (หัวเราะ) เพราะตอนแรกเราลุ้นแค่ติดชอร์ตลิสต์ก็พอแล้ว แต่พอประกาศผลออกมาก็ค่อนข้างตกใจ
ถ้าวิเคราะห์จากตัวเราเอง ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะการตีความโจทย์ฤดูกาลที่ไม่ได้เป็นฤดูฝนหรือฤดูหนาว แต่เป็นฤดูกาลแทรกซึมอยู่ในทุกมิติ ทั้งน้ำในคลอง ผิวหนังของแม่ และความสัมพันธ์ในครอบครัว
อีกส่วนคือความเหนือจริงที่ผสมผสานกับเรื่องธรรมดา (magical realism) และการตั้งคำถามพื้นฐานที่ว่า “เรารักคนคนหนึ่งแค่ไหน และเรารักโดยไม่ไปบงการชีวิตเขาได้หรือเปล่า” ซึ่งเป็นประเด็นเบสิกที่ทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ร่วม
มีคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเขียนแต่ยังไม่กล้าลงมือเขียนไหม
อยากเชิญชวนให้ทุกคนลองลงมือทำค่ะ หลายคนมักติดกับดักความกลัว กลัวความผิดหวังจนไม่กล้าเขียน แต่ถ้าเรากล้าลงมือทำ ลองเขียนให้จบ มันอาจทำให้เราได้ไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ หรืออย่างน้อยก็ดีใจกับตัวเองว่าฉันเขียนจบแล้ว
งานเขียนของเราเราอาจประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ แต่ถ้าเราไม่เขียนเลย เราอาจไม่ได้เจอความสำเร็จเลย

ก่อนส่งต้นฉบับเรื่องนี้มาประกวด คุณอยากพิสูจน์ตัวเอง พอเขียนจบแล้ว คำตอบของการพิสูจน์นั้นคืออะไร
คำตอบคือถ้าเราฮึดสู้ เราก็ทำได้ทุกอย่าง ขอแค่เชื่อมั่นในเสียงของตัวเองก็พอ
หลายครั้งในชีวิต เราอาจเผลอรอคอยคำยืนยันจากคนรอบข้าง แต่เสียงที่สำคัญที่สุดคือเสียงจากหัวใจตัวเองที่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ เมื่อเราลงมือทำอย่างจริงจัง ผลลัพธ์มันอาจจะสำเร็จก็ได้ ทำให้เรารู้สึกขอบคุณตัวเองในวันแรกที่ตัดสินใจฮึดสู้และเชื่อมั่นในตัวเอง
แล้วหลังจากนี้ อยากทำงานเขียนเต็มตัวเลยหรือเปล่า
ตอนแรกไม่คิดแบบนั้น แต่พอได้รับรางวัล เราเริ่มคิดว่า “เอ๊ะ เราก็ใช้ได้นี่นา” และคิดอยากลองทำอะไรใหม่ๆ ดู
การได้รางวัลมันเป็นเรื่องใหม่และสร้างแรงบันดาลใจให้เรามาก เรารู้สึกว่าถ้าสมองยังคิดไหว ก็อยากจะลองทำมันไปเรื่อยๆ