หลังจากฟุตบอลโลก 2026 เปิดฉากฟาดแข้งไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตอนนี้การแข่งขันก็เดินทางมาถึงรอบแปดทีมสุดท้ายแล้ว แฟนบอลชาวไทยที่อดตาหลับขับตานอนจนดึกดื่นถึงเช้าก็อดทนอีกนิด เหลือไม่กี่นัดฟุตบอลโลกก็จะปิดฉาก ใกล้ได้เวลานอนแบบเดิมกลับคืนมา
แต่ระหว่างที่รอชมรอบแปดทีมในเช้ามืดวันศุกร์ วันว่างๆ ไม่มีบอลให้ชมอย่างวันนี้ เราก็ขอชวนแฟนกีฬาแวะมาอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับนักเตะในตำนานคนหนึ่งที่นอกจากเตะบอลเก่งแล้วยังมีอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการเล่นกีฬา นั่นก็คือเพื่อ ‘ยุติสงคราม’
นักเตะคนนี้มีชื่อว่า ‘ดิดิเยร์ ดร็อกบา’ (Didier Drogba) ผู้มีฉายาว่า ‘ติโต’ ที่แปลเป็นไทยว่า ‘เจ้ายักษ์’
แต่แม้จะตั้งฉายาให้ลูกเช่นนั้น แต่ดร็อกบาลืมตาดูโลกในวันที่สภาพเศรษฐกิจของไอวอรีโคสต์อยู่ในสภาวะถดถอย พ่อและแม่ของเขาไม่มีรายได้มากนัก ภาพที่หวังจะให้ลูกชายได้กินอิ่มนอนหลับจึงกลับเป็นเพียงแค่ภาพในจินตนาการ
ถึงอย่างนั้น พ่อแม่ของดร็อกบาก็ไม่อาจทนเห็นลูกชายอยู่อย่างอดอยากได้ จึงตัดสินใจส่งเขาไปอยู่ฝรั่งเศสกับ ‘มิเชล โกบา’ (Michel Goba) คุณลุงวัย 22 ปีผู้ประกอบอาชีพนักฟุตบอล ทว่า โกบาก็ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ดร็อกบาจึงจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในห้องเช่าขนาดเท่ารูหนู อีกทั้งต้องตามลุงไปสนามบอลทุกวัน เพราะไม่มีใครดูแล
เวลาผ่านไป โกบาก็ดูแลดร็อกบาไม่ไหว ทำให้เขาต้องกลับไปไอวอรีโคสต์ แต่อยู่ได้เพียงสามปี เศรษฐกิจของประเทศแถบแอฟริกันก็พากันล้มเป็นแถบๆ ดร็อกบาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องกลับไปอยู่กับคุณลุงที่ฝรั่งเศสอีกครั้ง ทว่าสิ่งที่แตกต่างออกไปในการไปเยือนเมืองน้ำหอมครั้งนี้ คือมันนำพาเขาเข้าสู่เส้นทางอาชีพฟุตบอลอย่างจริงจัง
ดร็อกบาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนท้องถิ่น ก่อนขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนมีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลชื่อดัง และติดทีมชาติเป็นประจำ
หลังจากนั้น ดร็อกบาและเพื่อนร่วมทีมที่ค้าแข้งในทวีปยุโรปจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อลงเล่นรอบคัดเลือกการแข่งขันแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2004
เนื่องจากเป็นการเดินทางกลับบ้านเกิดในรอบสิบปี ดร็อกบาจึงพกทั้งความรักและความคิดถึงกลับไปพร้อมๆ กับความภูมิใจที่จะได้ลงแข่งขัน ทว่าสิ่งที่พบเจอก็ทำให้ใจเขาแทบสลาย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา มีเหตุรัฐประหารเกิดขึ้นในแผ่นดินไอวอรีโคสต์ บ้านเมืองจึงเข้าสู่ยุคเผด็จการอย่างเต็มตัว บ้านที่เคยมอบความรักให้เขาจึงกลับเต็มไปด้วยความสูญเสีย
หลังเห็นความยากลำบากในครั้งนั้น ดร็อกบาก็มีความคิดอยากช่วยเหลือพี่น้องในประเทศ เพียงแค่รอวันเวลาที่เหมาะสม จนกระทั่งวันที่ 8 ตุลาคม 2005 เกมนัดสุดท้ายของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ไอวอรีโคสต์บุกไปเอาชนะซูดานได้ หลังจบเกม ทีมไอวอรีโคสต์ก็เตรียมตัวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวทันที
ภายใต้ความคาดหวังของสื่อที่เตรียมตัวจะพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอล ทุกอย่างกลับพลิกไปคนละด้าน เมื่อทุกคนในทีมไอวอรีโคสต์อยู่กันพร้อมหน้า แล้ว ‘ซีริล โดโมโรด์’ (Cyril Domoraud) กัปตันทีมในวันนั้น ส่งไมโครโฟนให้กับดร็อกบา
“ไม่ว่าทุกคนจะอาศัยอยู่ทิศเหนือ ใต้ ออก ตก ตอนนี้เราทำได้แล้ว วันนี้เราคือชาวไอวอเรียนเหมือนกัน เราได้เข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย วันนี้เราขออ้อนวอนพวกคุณสักหนึ่งเรื่อง เรายอมคุกเข่าเพื่อขอสิ่งนี้…ให้อภัยกันเถอะ ยกโทษให้กัน ได้โปรด
“หากไม่มีการรบราฆ่าฟัน เราคือหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่ง เราเลยอยากให้ทุกคนวางอาวุธลง รอการเลือกตั้ง เพื่อหวังว่าจะได้เห็นทุกสิ่งดีขึ้นกว่าเคย”
เสียงของดร็อกบาในวันนั้นดังก้องไปไกลทั่วแผ่นดินไอวอรีโคสต์ เขาเป็นกระบอกเสียงของประชาชน อีกทั้งเป็นตัวแทนพูดจาไกล่เกลี่ยกับกลุ่มความขัดแย้ง จนทำให้ยุติสงครามได้ในท้ายที่สุด
ตัดภาพกลับมาในช่วงเวลาปัจจุบัน บ้านเมืองของเราก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงครามเช่นกัน เราก็ได้แต่หวังว่ากีฬาจะนำพาให้ผู้คนกลับมาปรองดองกันอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ดร็อกบาเคยทำ
หากอ่านโพสต์นี้แล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจ แบบที่อ่านไปอ่านมาก็พบว่า “กีฬามีอะไรมากกว่าที่คิด!” เราขอชวนไปอ่านเรื่องราวน่าสนใจกันต่อใน ‘MATCH POINT เรื่องราวกีฬาที่มากกว่าผลการแข่งขัน’ หนังสือว่าด้วย 25 เรื่องราวของเหล่านักกีฬาที่มีเส้นทางในชีวิตน่าเชียร์ไม่แพ้กับการแข่งขันในสนาม บอกเลยว่านอกจากเรื่องของดร็อกบา ยังมีเรื่องที่น่าติดตามอีกหลายเรื่อง ระหว่างรอดูบอลโลก มาพลิกอ่านเล่มนี้ไปพลางๆ ได้นะ!