BASED ON YOUR FAVORITE ETHAN HAWKE MOVIES

21 สิงหาคม 2026 | by salmonbooks

คิดๆ ดูแล้ว หนังที่เราชอบก็มี ‘อีธาน ฮอว์ก’ (Ethan Hawke) เป็นนักแสดงนำหลายเรื่องเลยนี่นา

มั่นใจว่าเราไม่ได้คิดแบบนี้คนเดียวแน่ๆ เพราะต่อให้ฮอว์กจะไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่เล่นหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนหมื่นล้าน แต่เขาคือนักแสดงระดับเอลิสต์ที่บาลานซ์ระหว่างหนังนอกกระแสกับหนังแมสได้เป็นอย่างดี ลองดูจากลิสต์อย่าง ‘Dead Poets Society’ ไตรภาค ‘Before’ ‘Boyhood’ ไปจนถึงหนังสยองขวัญอย่าง ‘Sinister’ และ ‘The Black Phone’ แถมยังได้เข้าชิงออสการ์จากหลายบทบาท จึงไม่แปลกเลยที่ชื่อของฮอว์กจะเป็นที่นับถือในวงการ

ในโอกาสที่เราตีพิมพ์ ‘A BRIGHT RAY OF DARKNESS ในห้วงมืดสนิทไม่มิดแสง’ จึงขอหยิบหนังปังๆ ของเขามาแนะนำ ควบคู่กับการจับคู่เล่มที่ไวบ์คล้ายๆ กัน จะเป็นเรื่องและเล่มไหนบ้าง คลิกดูในอัลบั้มได้เลย 💞

‘Carpe Diem’ คือปรัชญาจากหนังเรื่อง ‘Dead Poets Society’ ที่บอกให้เราฉกฉวยช่วงเวลาปัจจุบันเอาไว้ เพื่อใช้ชีวิตทุกนาทีให้มีความหมาย เป็นปรัชญาที่ครูสอนวรรณกรรมอย่าง ‘จอห์น คีตติง’ (John Keating) บอกกับนักเรียนทุกคน รวมถึง ‘ทอดด์ แอนเดอร์สัน’ (Todd Anderson) เด็กหนุ่มแสนขี้อายที่รับบทโดยฮอว์กด้วย 

เพราะปรัชญานี้ รวมถึงการบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของครูผู้เป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนหลายคนได้กล้าคิด กล้าฝัน คนดูหลายคนจึงยกให้ ‘Dead Poets Society’ เป็นหนังที่กลับไปดูได้อีกหลายครั้ง เช่นเดียวกับ ‘เพียงชายคนนี้เป็นอาจารย์พิเศษ’ หนังสือบอกเล่าเรื่องราวของอาจารย์พิเศษในรั้วมหา’ลัยของ ‘คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง’ ที่อ่านเมื่อไหร่ก็มั่นใจแน่นอนว่าจะได้สักหนึ่งยิ้ม

ล่าสุด คันฉัตรคลอด ‘เพียงชายคนนี้ (ยังคง) เป็นอาจารย์พิเศษ ฉบับ 16 ปีแห่งความหวัง (?)’ ภาคต่อของเล่มแรกที่บันทึกความในใจของเขาในฐานะอาจารย์พิเศษที่ทำงานตลอด 16 ปีให้ฟัง ซึ่งยังอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ขำขัน หวานขม และบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับลูกศิษย์มาแล้วหลายรุ่น ว่าแล้วก็มาฉกฉวยเล่มนี้ไปอ่านกัน

‘Boyhood’ ถือเป็นหนังที่หลายคนจดจำว่าเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการภาพยนตร์อเมริกัน เพราะผลงานของ ‘ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ (Richard Linklater) เรื่องนี้เล่าเรื่องราวการเติบโตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในช่วง 12 ปี ซึ่งหนังก็ใช้เวลาถ่ายทำยาวนาน 12 ปีจริงๆ โดยใช้ทีมนักแสดงชุดเดิมตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และหนึ่งในคนที่ต้องใช้เวลายาวนานขนาดนั้นก็คือฮอว์ก ซึ่งรับบทเป็น ‘เมสัน ซีเนียร์ (Mason Sr.)’ ผู้เป็นพ่อ

การได้เห็นวัยเด็กของตัวละครใน ‘Boyhood’ ทำให้เรานึกถึงหนังสือที่ให้ความรู้สึกคล้ายกันอย่าง ‘DEAR MY OLD FRIENDS บันทึกก่อนจากลา แด่เพื่อนเก่าของฉัน’ บันทึกกึ่งนิยายภาพของ ‘พิแน’ ที่เล่าเรื่องวัยเยาว์กับเหล่าเพื่อนๆ ตุ๊กตา

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าเป็นเส้นไทม์ไลน์ 12 ปีแบบ ‘Boyhood’ หรอก แต่จะพานักอ่านทุกคนกลับไปทักทายเพื่อนเก่าที่อาจหลงลืมไป และระลึกได้ว่าทั้งในวันที่สุขและเศร้า เพื่อนๆ เหล่านี้ต่างเป็นกำลังใจที่คอยอยู่ข้างๆ ไม่เคยหนีหายไปไหน มากกว่านั้น พวกเขาคือส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งได้ใช้ Childhood ของตัวเองอย่างสมบูรณ์

หาก ‘Boyhood’ คือเรื่องราวการเติบโตของเด็กน้อย หนังไตรภาคชุด ‘Before’ ที่ฮอว์กได้มีส่วนร่วมในบท ‘เจสซี’ (Jesse) พระเอกของเรื่อง ก็เล่าเรื่องราวของการเติบโตของความสัมพันธ์หนุ่มสาวในสามเฟสใหญ่ ทั้งเฟสรักแรกพบที่อะไรๆ ก็ดูสวยงามและน่าตื่นเต้น เฟสของการโหยหาจนได้กลับมาพบกันอีกครั้ง และเฟสของชีวิตคู่อันหนักหน่วง

ความคิดถึง ความโหยหา และโอกาสที่จะได้พบกันใหม่ สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ใน ‘4600 AND MORE… ระยะต่าง ระหว่างกัน’ นวนิยายของ ‘นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์’ ที่อยู่ในซีรีส์ RE-LEARN-TIONSHIP ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เนตร’ และ ‘เรย์’ สองชายหนุ่มที่คนหนึ่งอยู่ญี่ปุ่น อีกคนอยู่ประเทศไทย ถูกคั่นกลางด้วยระยะทางและความแตกต่าง เหมือนกับหนังชุด ‘Before’ ที่ชวนให้เราลุ้นว่าด้วยข้อจำกัดมากมายที่คั่นไว้ ทั้งคู่จะได้ลงเอยกันหรือเปล่า

ฮอว์กมีหลายบทบาทที่น่าจดจำในฐานะนักแสดง แต่หนึ่งในบทที่ทำให้คนดูหลายคนจำได้ขึ้นใจคือ ‘The Grabber’ ฆาตกรโรคจิตในหนังสยองขวัญเรื่อง ‘The Black Phone’ ที่ลักพาตัวเด็กๆ มาขังไว้ในห้องใต้ดินก่อนจะลงมือเชือด

อาจเพราะการแสดงของฮอว์กที่สลัดภาพลักษณ์หนุ่มเท่ๆ คูลๆ ไปเป็นฆาตกรลักพาตัวเด็กบวกช่วงเวลาในเรื่องที่เซตไว้ในปี 1970 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงปีทองของฆาตกรต่อเนื่อง ทำให้หลายคนดูแล้วหลอนไปตามๆ กัน 

ใครชอบเรื่องราวน่ากลัวประมาณนี้และอยากหาอ่านต่อ ขอชี้เป้าไปที่ ‘UNTITLED CASE: FEAR FACTORS เกิด กลัว เจ็บ ตาย’ หนังสือที่เล่า 16 เรื่องราวที่ล้อมรอบไปด้วย ‘ความกลัว’ ของมนุษย์ ซึ่งนำพาไปสู่ความเจ็บปวด ความตาย และความลึกลับที่คาดเดาได้ยาก เล่มนี้รวมไว้ตั้งแต่ฆาตกร สัตว์ประหลาด ลัทธิ ไปจนถึงความกลัวของผู้คนที่มีต่อแม่มด หมาป่า และปีศาจเลยทีเดียว

นอกจากบทบาทนักแสดงบนจอแล้ว ฮอว์กยังสวมบทบาทเป็นคนเบื้องหลัง ทั้งโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ คนเขียนบท และ ‘นักเขียน’ โดยฮอว์กออกหนังสือของตัวเองเล่มแรกตั้งแต่ปี 1996 ชื่อ ‘The Hottest State’ และเขียนหนังสือมาเรื่อยๆ ควบคู่กับงานแสดง และไม่ใช่แค่เขียนแก้เบื่อไปงั้น เพราะฮอว์กถึงขนาดมีหนังสือที่ติดอันดับขายดีของ The New York Times ชื่อเรื่อง ‘Rules for a Knight’ ด้วย 

ส่วนผลงานล่าสุดของเขาอย่าง ‘A BRIGHT RAY OF DARKNESS’ นั้นว่าด้วยเรื่องราวของนักแสดงหนุ่มที่กำลังเจอมรสุมชีวิต เพราะถูกจับได้ว่านอกใจภรรยาจนตกเป็นข่าวใหญ่ ขณะเดียวกัน ชีวิตก็มอบโอกาสครั้งสำคัญคือการแสดงละครบรอดเวย์เป็นครั้งแรกให้เขา นำไปสู่ความพยายามใช้ศิลปะเพื่อกอบกู้ชีวิตคู่ที่ล่มสลาย

เล่มนี้ถูกหยิบมา #ให้เสียงภาษาไทยโดยแซลมอนบุ๊กส์ ในชื่อ ‘ในห้วงมืดสนิทไม่มิดแสง’ โดย ‘โตมร ศุขปรีชา’ แล้วเรียบร้อยยยย ใครอยากสัมผัสผลงานของฮอว์กในอีกบทบาทที่ไม่ค่อยได้สัมผัสเท่าไหร่ บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด!


RELATED ARTICLES

VIEW ALL