หากพูดถึงเกาหลีใต้ เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นชินกับ K-Pop วงเกิร์ลกรุ๊ปบอยแบนด์ที่โด่งดังหลากหลายวง ไปถึง K-Drama ที่ดังในไทยมานาน มีให้ดูกันตั้งแต่สมัยฉายออนแอร์ทางทีวีมาจนถึงยุคสตรีมมิง และในช่วงหลายปีมานี้ ตลาดหนังสือเองก็มี K-Book หนังสือจากเกาหลีแปลมาเป็นภาษาไทยในจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่าตีตลาดเคียงคู่มากับหนังสือฝั่งตะวันตกและญี่ปุ่นเลยทีเดียว
เกาหลีใต้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่วัฒนธรรมการอ่านยังแข็งแรง เห็นได้จากการมีทั้งเมืองหนังสือ ห้องสมุดสาธารณะ บุ๊กคาเฟ่ ไปถึงงานที่รัฐสนับสนุนอย่างห้องสมุดกลางแจ้ง นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงได้ในระดับโลก นั่นคือการคว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมของ ‘ฮันกัง’ (Han Kang)
ด้วยเหตุนี้ พอเรารู้ว่า ‘เอิน—กรุณพร เชษฐพยัคฆ์’ ผู้เขียน ‘#WhatsHappeningInThailand และแล้วความหวังก็ปรากฏ’ ไปเที่ยวเกาหลีใต้ตรงกับช่วงที่งาน Seoul International Book Fair 2026 (SIBF) จัดขึ้นพอดี เราเลยชวนเหยี่ยวข่าวสาวบันทึกเรื่องราวที่ได้พบเจอมาฝากกัน และขอถือโอกาสนี้ เปิดคอลัมน์ใหม่อย่าง ‘Writer’s Blog’ คอลัมน์ที่จะชวนนักเขียนแซลมอนมาบอกเล่าเรื่องราวน่าสนใจที่ไปพบเจอตามที่ต่างๆ พร้อมถ่ายภาพและบรรยากาศมาฝากกัน
ใครพร้อมแล้ว สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามา (ในหน้าจอคอมพ์) แล้วเริ่มเดินชมตลาดหนังสือจากฝั่งเกาหลีไปพร้อมๆ กับเอินได้เลย กระซิบว่ามีหนังสือแซลมอนไปออกบูธในงานด้วยนะ 👀🧡

Seoul International Book Fair (SIBF) หรืองานมหกรรมหนังสือระดับนานาชาติโซลจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงกลางปีของทุกปี โดยงานนี้เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1954 เรียกได้ว่าเป็นงานเทศกาลหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้เลยก็ว่าได้ เพราะมีการรวบรวมบูธของสำนักพิมพ์ต่างๆ มาขายหนังสือและกู๊ดส์ต่างๆ มีเวทีทอล์กของนักแปล นักเขียน บรรณาธิการ คล้ายๆ กับงานหนังสือของบ้านเรา นอกจากนั้นก็มีบูธตัวแทนของประเทศอื่นๆ มาให้สำนักพิมพ์เกาหลีที่สนใจได้เข้าร่วมพูดคุยเพื่อนำมาแปลเป็นภาษาเกาหลี ซึ่งส่วนที่แตกต่างจากบ้านเรานั้นก็คือเป็นงานที่เราต้องเสียเงินซื้อบัตรเข้างาน
สำหรับงานปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 16-20 มิถุนายนที่ผ่านไป มาในธีมปฏิญาณมนุษย์ Homo duduri หรือการตั้งคำถามถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุค AI ซึ่งบัตรเข้างานนั้น หากกดรอบ early bird ทันจะอยู่ที่ 6,000 วอน (ประมาณ 130 บาท) แต่หากไม่ทัน ก็ต้องซื้อรอบปกติซึ่งราคาจะพุ่งเป็นเท่าตัวที่ 12,000 วอน (ประมาณ 260 บาท)

ขึ้นชื่อว่าเกาหลี การกดบัตรก็ต้องใช้ความพยายามระดับพอๆ กับคอนเสิร์ต โดยเราต้องบุ๊กวันที่จะไปงานไว้เลย แต่ด้วยความโชคดีและมีเพื่อนไปทุกสารทิศของเราจึงได้บัตรมาจากเพื่อนนักเขียนชาวเกาหลีที่ออกหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยและจะมีบุ๊กทอล์กในงานนี้พอดี เราจึงตั้งใจว่าจะเอาหนังสือที่ออกกับแซลมอนบุ๊กส์อย่าง #WhatsHappeningInThailand และแล้วความหวังก็ปรากฎ ที่นักข่าวสาวคนนี้ได้บันทึกการชุมนุมไทยระหว่างปี 2020-2021 ไปแลก
ต้องเล่าก่อนว่าวัฒนธรรมเกาหลี หากมีกิจกรรมสาธารณะหรืองานยอดฮิตใดๆ ไม่ว่าจะ MBTI แบบไหน จะเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตหรืออินโทรเวิร์ต คนก็พร้อมใจกันออกจากบ้านได้ ภาพคนเยอะตั้งแต่รถไฟฟ้าใต้ดิน มีคิวรอเข้างาน เบียดเสียดผู้คนจึงเป็นภาพปกติ และงานนี้เองก็เช่นกัน ตั้งแต่วันแรกก็เห็นภาพคนเข้าแถวรอเข้างานยาวเหยียดเป็นชั่วโมงในโซเชียลมีเดีย ทั้งของยอดฮิตบางอย่างยังหมดไวสุดๆ ต้องรอเติมของ
เราได้บัตรเข้าไปในวันที่สอง ซึ่งแม้จะมีคิวตั้งแต่รับริสต์แบนด์เข้างาน แต่ก็ไม่ได้ยาวเหยียดจนท้อ หากเมื่อเข้างานไปแล้วก็รู้ซึ้งถึงความหมดพลัง พบเจอคนเยอะมหาศาล แบบที่งานหนังสือไทยไม่เคยให้ความรู้สึกเหนื่อยยากลำบากขนาดนี้ และเพื่อนเกาหลีเองก็เล่าว่าหากเห็นผู้หญิงเจนฯ ซีจำนวนมากก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแม้ภาพรวมเทรนด์การอ่านของคนเกาหลีจะลดลง แต่เปอร์เซ็นต์การอ่านในกลุ่มคนวัย 20 กลับเพิ่มขึ้น

เดินไปได้สักพัก เราก็พบกับโซนบูธของต่างประเทศ ทั้งฝรั่งเศส ไต้หวัน ก่อนจะเห็นบูธใหญ่โตของประเทศไทยที่มีธีมเดียวกับงานหนังสือไทยรอบที่ผ่านมา นั่นคือ Melody of Books ซึ่งมีการนำหนังสือกว่า 300 เล่มจากสำนักพิมพ์ไทย 15 แห่ง มาจัดวางโชว์ให้ได้เห็นกัน ซึ่งแซลมอนบุ๊กส์, บันบุ๊กส์ และขายหัวเราะก็เป็นหนึ่งในนั้น เราจึงเห็นหนังสืออย่าง You Ghost Me Every Saturday Night ของเบนซ์ ธนชาติ เซ็ตนวนิยายความสัมพันธ์ 3 เรื่อง 3 รสชาติ RE-LEARN-TIONSHIP SERIES และ หมูเด้ง Behind The Zoo วางเฉิดฉายอยู่
ช่วงที่เราไป บูธไทยไม่ได้มีกิจกรรมหรือตารางงานเลยอดเห็นภาพบรรยากาศคึกคัก แต่ข้างๆ กันเป็นบูธเยอรมนีที่กำลังมีบุ๊กทอล์ก พร้อมแจกไวน์และขนมพอดิบพอดีจึงมีคนเข้าชมคับคั่ง
แต่ในบรรดาบูธของประเทศทั้งหลายนั้น บูธที่เราประทับใจที่สุดคือ Taiwan Sensibility Women’s Emotion ที่เรารู้สึกว่า เขาจัดพื้นที่ให้คนได้มีส่วนร่วม ให้คนเกาหลีที่ไม่เข้าใจภาษาจีนสามารถเข้าถึงและเข้าใจหนังสือของนักเขียนหญิงไต้หวันได้ เช่น โซนการเขียนถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิง ซึ่งลิงก์กับ Taiwan Travelogue หนังสือที่เพิ่งได้รับรางวัล The International Booker Prize 2026 หรือโซนหมวดความรู้สึกกับหนังสือที่จับคู่อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เข้ากับหนังสือแต่ละเล่ม

ออกจากโซนเหล่านี้ก็พบกับความเป็นจริงของผู้คน ตอนแรกเราที่ภาษาเกาหลีไม่ได้แข็งแรงถึงขั้นอ่านหนังสือภาษาเกาหลีได้ ตั้งใจว่าขอแค่เพลิดเพลินกับการดูหน้าปกและสินค้าน่ารักๆ ก็ถึงกลับท้อ เพราะบูธดังๆ นั้นคนเยอะจนขยับตัวลำบาก จะดูหนังสือก็ยาก บางบูธถึงขั้นต้องต่อคิวเพื่อเข้าไปดูหนังสือหรือสินค้าอื่นๆ รวมถึงต่อคิวจ่ายเงิน
แต่ยอมรับเลยว่า นอกจากปกหนังสือเกาหลีที่เลื่องลือว่าสวยงาม เสมือนงานศิลปะชั้นดี สไตล์การตกแต่งบูธของแต่ละสำนักพิมพ์ก็สร้างสรรค์ แค่ไปเดินดูก็เพลิดเพลินได้ ทั้งไม่ได้มีแค่สำนักพิมพ์ แต่ยังมีบูธของแพลตฟอร์มขายหนังสือ แพลตฟอร์มการอ่านอย่างเว็บตูน ไปถึงร้านน้ำหอมที่ทำเซ็ตจับคู่กลิ่นกับหนังสือออกขายคู่กัน
ด้วยความไม่คาดหวังจะซื้อหนังสือจึงมองหาสินค้า ของกระจุกกระจิกน่ารักที่อยากได้ติดมือกลับไป ซึ่งมีบูธหนึ่งที่มีกิจกรรมกาชาปอง ทำกู๊ดส์ที่นำตัวคาแรกเตอร์การ์ตูนเกาหลีมาทำปกนิยายคลาสสิก แต่สุดท้ายก็ผิดหวังไป เพราะต้องลงทะเบียนล่วงหน้า มาเข้าคิวตามเวลาถึงจะเข้ากดสุ่มกาชากับเขาได้
บอกได้เลยว่างานหนังสือเกาหลี มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อของไม่ได้จริงๆ

ระหว่างเดินตามบูธต่างๆ ก็มีเสียงฮือฮาและกลุ่มคนเดินพุ่งตัวไปยังบูธแห่งหนึ่ง พร้อมถือโทรศัพท์ถ่ายรูปกันไม่หวาดหวั่น คนไทยชอบใส่ใจอย่างเราก็ไม่พลาด ขอไปมุงด้วย และพบว่า มุน แจอิน (Moon Jae-in) อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งล่าสุดเปิดร้านหนังสือของตัวเองก็มาที่งานและออกบูธ พร้อมขึ้นเวทีเสวนาที่มีทั้งคนรอฟัง รอชม กล้องจากสื่อทีวีต่างๆ ล้อมถ่ายทอด เราเลยขอใช้สกิลจากการไปบัตรยืนในคอนเสิร์ตเกาหลีมาสารพัด ชะโงกชูโทรศัพท์ ขอภาพท่านมาจนได้
นอกจากอดีตประธานาธิบดีแล้ว เรายังเดินผ่านเวทีบุ๊กทอล์ก 2-3 เวที ซึ่งมีคนนั่งและยืนฟังมากมาย โดยเราได้แวะถ่ายภาพมาหนึ่งเวที ซึ่งมารู้ภายหลังว่าคือ แบร์นาร์ แวร์แบร์ (Bernard Werber) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เจ้าของหนังสือดังอย่าง Empire of the Ants ซึ่งเพื่อนเกาหลเล่าให้ฟังว่านักเขียนคนนี้และผลงานของเขาดังมากๆ ที่เกาหลี ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะโด่งดังที่นี่มากกว่าที่บ้านเกิดของเขาเสียอีก
จบจากช่วงพบปะคนดัง เราก็ไปเดินดูโซนหนังสืออิสระที่มีทั้งคนทำหนังสือทำมือ ทำกู๊ดส์ สินค้าเกี่ยวกับหนังสือมาวางขาย ซึ่งแม้จะมีโซนนี้แล้ว แต่นี้ก็ยังมิวายมีดราม่าว่าให้พื้นที่แก่ร้านหนังสือเจ้าใหญ่เท่านั้น จนกลุ่มสำนักพิมพ์อิสระจำนวนกว่า 50 แห่ง รวมตัวจัดงาน Seoul Real Book Fair ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อท้าทายและวิพากษ์งานใหญ่ด้วย

มาถึงไฮไลต์สำคัญที่ทำให้เราตั้งใจมางานนี้ นั้นคือการมาฟังบุ๊กทอล์กเล็กๆ ของสำนักพิมพ์ Sanzini ที่เพื่อนนักวิจัยและนักกิจกรรมชาวเกาหลีใต้ของเราออกหนังสือ 인터뷰로 만나는 태국 민주주의 หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ‘ประชาธิปไตยไทยผ่านบทสัมภาษณ์’ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่พบคนเกาหลีใต้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประชาธิปไตยบ้านเรา โดยเขาพูดคุยกันถึงประชาธิปไตยในไทย กฎหมายอย่างมาตรา 112 และ 116 นักกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ไปถึงว่าทำไมคนเกาหลีควรสนใจการเมืองบ้านเรา ซึ่งเราก็รู้สึกทั้งแปลกใจและประทับใจที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้ในภาษาเกาหลี ในงานหนังสือของชาวเกาหลี
ด้วยเหตุนี้ก็คงไม่มีหนังสือเล่มไหนเหมาะเอาไปแลกเปลี่ยนมากกว่า #WhatsHappeningInThailand และแล้วความหวังก็ปรากฎ ซึ่งเพื่อนชาวเกาหลีคนนี้เคยเรียนภาษาไทย สามารถอ่านหนังสือไทยได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นคนเกาหลีคนแรกที่อ่านหนังสือเล่มนี้

สุดท้าย ก่อนกลับก็ขอเสียเงินวอน พาของกลับบ้านไปบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นหนังสือภาษาเกาหลีเลยก็อาจยากไป เราเลยได้ A Thousand Blues หนังสือภาษาอังกฤษจากสำนักพิมพ์ Penguin Books ที่แปลจากภาษาเกาหลีของ ชอน ซอนรัน (Cheon Seon-ran) และหนังสือภาษาอังกฤษราคาย่อมเยาว์ในเซ็ต Penguin Archive
รวมถึงของจากบูธที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การอ่าน นั่นคือพวงกุญแจหนังสือ 300 เรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับหนังสือทั่วโลก ที่เนื้อหาไม่ได้อ่านยากเกินไป แถมซื้อแค่อย่างเดียวก็ได้ของแถมเป็นกระเป๋าผ้าขนาดมหึมา ลายนักเขียนชื่อดังอย่าง เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia Woolf) และ ดาไซ โอซามุ (Dazai Osamu) ที่มาพร้อมภาษาเกาหลี ‘읽는 사람’ แปลได้ว่า Reader
งานมหกรรมหนังสือระดับนานาชาติโซลจัดขึ้นทุกปี หากใครมาโซลช่วงกลางปีก็ลองมากันได้ แต่อย่าลืมกดบัตรให้ได้ก่อนนะ รับรองว่าประสบการณ์ไม่เหมือนเดินงานหนังสือบ้านเราแน่นอน
