Skip to content

[UNDERCOVER] ไก่งามเพราะขน ปกงามเพราะกราฟิกฯ ทำ

เมื่อปีที่แล้วโดนหัวหน้าและชาวกองฯ ล็อกคอเอานิ้วจี้เอวให้ทำปกและเขียนคอนเทนต์เล่าที่มาที่ไปของเล่ม ‘CHAPTER 1: LOST’ กันไปแล้ว 

ปีนี้กราฟิกฯ สาวชื่อไม่ดังก็ได้รับการเชิดชูด้วยคำชม และโดนตบเหม่งด้วยคำสั่งจาก บ.ก.บห.ที่แสนดีว่า ให้กลับมารันวงการทำปกอีกครั้งกับหนังสือ ‘FAMILY COMES FIRST ด้วยรักและผุพัง’ ของ ‘นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์’ ว่าด้วย 11 เรื่องสั้นเกี่ยวพันกับครอบครัวไทยเชื้อสายจีนที่อ่านจบแล้วต้องร้อง โอ๊ยยยย เจ็บไปทั้งหัวใจทำไมยังทน 

แต่เมื่อปกเสร็จ งานจบ บ.ก.ไม่จบ ยังคงล็อกคอเอานิ้วจี้เอวแล้วบอกให้ไปทำคอนเทนต์เล่าที่มาของปกด้วย!

กราฟิกฯ สาวจึงได้มาเล่าความในใจอีกครั้ง ซึ่งกว่าจะได้มานั่งชื่นชมกับตัวเองว่า เอ้อ ปกเรามันก็สวยดีเหมือนกันนะเนี่ย ก็ต้องผ่านบททดสอบสุขภาพกายและใจมาอย่างหนัก ถึงขั้นเสียน้ำตากลางออฟฟิศกันไป แต่อย่าเพิ่งสงสารจับใจจนรีบโทรแจ้งกรมแรงงาน โปรดกดอ่านหน้าถัดไปก่อน!

 

 

ได้รับมอบหมายงานแล้วก็ไม่รอช้า ผ่านมาตั้งหลายครั้ง ขอโชว์เทพหน่อยเป็นไง รอบนี้เริ่มทำมู้ดบอร์ดสำหรับปกก่อน เพราะอดีตสอนให้จำว่าปัจจุบันต้องระวังอะไร จะมางอแงทำปกไม่ทันจนลืมใส่โลโก้เหมือนครั้งก่อน พูดเลยไม่ได้แอ้ม เปิด AI ด้วยความมั่นใจ แล้วก็เสกมู้ดบอร์ดออกมาเลยสิบกว่าอัน ดีดเหมือนอัพยา (คูลท์) แต่กลัวว่าเดี๋ยวจะดูเก่งเกิน กราฟิกฯ ทั้งวงการจะใจเสียกันหมด คนเรามันก็ต้องถ่อมตัวกันบ้าง เลยเอามาเสนอแค่สามบอร์ดพอ (แหม)

 

หลังจากอ่านต้นฉบับไปสักบทสองบท คิด (ไปเอง) ว่ามันค่อนข้างมีความเป็นหนังพอสมควร มันเหมือนบทซีรีส์จบในตอนที่ ยอร์กอส ลานธิมอส (Yorgos Lanthimos) กับ หว่อง การ์-ไว (Wong Kar-wai) คุยกันเล่นๆ ในร้านเหล้าแถวสะพานควาย พอดี เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) เดินผ่านมาได้ยินเลยบอกว่า เออ น่าสนใจ ขอทำด้วยคนดิ แต่ฟินเชอร์ดันกลับบ้านมาอัพสเตตัสเฟสบุ๊ก เควนติน ทารันติโน (Quentin Tarantino) เลยมาคอมเมนต์ว่าไม่ชวนกูเลยนะ โดยมี นิโคลัส วินดิง เรฟิน (Nicolas Winding Refn) มากดไลก์ด้วย ทั้งหมดก็เลยถูกดึงเข้ากรุ๊ปไลน์มาเขียนบทร่วมกัน

 

อรรถรสมันซาบซ่าประมาณนั้นเลยค่ะคุณผู้ชม! ซึ่งเหล่า บ.ก.ก็เห็นด้วยในความ Cinematic (แต่ไม่เห็นด้วยกับซีนหว่อง การ์-ไว กินเหล้าแถวสะพานควาย อะไรของมึ้งงงง เหม็นเนิร์ด) บอร์ดที่ถูกเลือกจึงนำเสนอความเป็นไทย-จีนที่วิชวลออกมาแล้วมีความเป็นจีนน้อยที่สุดจนแทบจะเหลือไว้แค่สีแดง เพราะเราเลือกดึงมวลอารมณ์ที่คุกรุ่นของเรื่องราวมาเป็นตัวเอกแทน

 

ดังนั้นมันก็จะมีความเป็น Sin City หรือฟิลม์นัวร์อยู่ในบอร์ดประมาณนึง พอเนื้อเรื่องมาประมาณนี้ บวกกับช่วงนั้นดู ‘Peaky Blinders’ (ซีรีส์อาชญากรรมพีเรียดว่าด้วยครอบครัวอันธพาลในอังกฤษ) อยู่พอดี อินจนแทบจะใส่โค้ต คีบไปป์ เดินสโลว์มาทำงาน เลยนึกภาพ โทมัส เชลบี้ เวอร์ชั่นเกิดที่ตลาดน้อย เดินเข้าไปในงานเช็งเม้งแล้วยิงอาอี๊ อาอึ้ม และทุกคนที่ชอบบังคับให้โตมาเป็นหมอ ด้วยภาพแบบเฟรมเรตต่ำ 

 

เท่สาส นี่แหละมู้ดของปกเรา! คูล ร้าย อันตราย แต่น่าค้นหา

 

ส่วนอีกสองบอร์ดที่เหลือมองว่าคลิเช่ไปหน่อย ถ้าพูดถึงความเป็นจีนก็คงหนีไม่พ้นสิ่งเหล่านี้ แม้ส่วนตัวจะแอบชอบความ festive และไม่เล่นกับสีแดงตามขนบในบอร์ดสุดท้ายก็ตาม แต่ด้วยมู้ดโดยรวมและการถกเถียงในที่ประชุมแล้วก็คงต้องยอมถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า

 

 

อะ พอได้บอร์ดแล้วก็ไปลุยกันเลย ไม่แพ้ก็ชนะ อะแรงดีๆ ใส่แม่งเลย!!! (อ้าว แบบนี้ก็รู้กันแล้วสิว่าชอบ K-OTIC เขินจัง) แต่รอบนี้ไม่ได้ทำอะไรพิเรนทร์ให้เหล่า บ.ก.ต้องกุมขมับสวดมนต์ นั่งยิ้มๆ ในใจว่าไอ้เราก็ทำงานดีๆ แบบคนอื่นได้เหมือนกันนี่หว่า ว่าแล้วก็เริ่มลงมือสเกตช์ปก โดยเริ่มจากลองสร้างหนังสือขึ้นมาก่อน (ซึ่งเป็นชื่อในตอนแรก) ลองดึงอิลิเม้นตัวอักษรจีนมาแทรกในไทโปดู ก็สวยงามพอใช้ได้ 

 

ทำไปสักพักก็คิดว่า การทำตามกรอบของสังคมกราฟิกฯ นี่มันยากเหมือนกันนะเนี่ย เพราะตั้งแต่ใช้คำว่ากราฟิกดีไซเนอร์หากินมาสองปีกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่เรียกองค์แม่มาประทับ แล้วโซโล่เรื่อยเปื่อยแบบไปตายเอาดาบหน้า รอบนี้เราเปลี่ยนเป็นคนใหม่ว่ะ ปฏิวัติการทำงานเต็มรูปแบบ วางแผนมาอย่างดี มีมู้ดบอร์ด มีไอเดีย มีสเกตช์เล็กๆ นี่แหละคือหลักการทำงานที่ถูกต้อง 

 

เอาจริงๆ ก็เคยดูสารคดี ‘Abstract: The Art of Design’ ในเน็ตฟลิกซ์มา ขนาด Pentagram บริษัทออกแบบชื่อดังเขายังทำงานกันแบบนี้ แล้วมึงเป็นใครจะมาละเลงเรื่อยเปื่อย คิดว่าเป็น แจ็กสัน พอลล็อก (Jackson Pollock) แห่งวงการกราฟิกฯ ไง๊!?

 

 

อ๋อ ใช่แล้วจ้า แม้จะไม่มีใครแต่งตั้ง แต่ดิฉันก็จะขอสถาปนาตัวเองเป็นแจ็กสัน พอลล็อก เกรด D แห่งวงการกราฟิกฯ ไทย เพราะสุดท้ายที่โม้ไว้ก็เป็นแค่ลมปากเหม็นๆ สงสัยแนว Pentagram คงไม่ใช่ทาง กราฟิกฯ สาวที่โตมาแบบใช้เดดไลน์ตบเกรียนและเฆี่ยนตี ริอาจจะไปทำงานเป็นระบบระเบียบอะไร มึงเพ้อแล้ว ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดไม่ได้เดี๋ยวหัก! เอาใหม่ๆ ตั้งสติ อย่าฝืน อย่าพยายาม นายกลับไปเป็นคนที่เราเคยเป็นเว้ย เอ้า โซโล่!

 

ถ้า บรู๊ซ ลี มีกระบองสองท่อนไว้โชว์กระบวนท่าซิกเนเจอร์เช่นไร เราก็มีเมาส์ปากกาคู่ใจไว้โบกนิดสะบัดหน่อยโชว์ลีลาเช่นนั้น เรามันสายอิมโพรไวส์ มาทางนี้แล้วโฟลว์กว่าเยอะ แถมมี บ.ก.บห.ที่รู้ใจว่าน่าจะยังขาดแรงกระตุ้น เลยเดินมาซักถามความคืบหน้าบ่อยๆ เรื่องความเร็วก็เลยกลายเป็นแค่เนื้อหาฟิสิกส์ ม.4 ขออนุญาตเบิ้ลเครื่องโชว์เลย ก็รู้แหละว่าขับรถท่อดังมันผิด แต่ให้บิดแบบเงียบสนิทคงทำให้ไม่ได้ ของดีๆ แบบนี้ไม่ต้องรอเจ้านายทวง กวักมือเรียกมาดูเองเลย ว่าซ่านนนน

 

บ.ก. 1: “อ้อ อันนี้ตะเกียบเหรอ” (ทำหน้าสงสัย)

บ.ก. 2: “ดูเป็นข่าวฆาตกรรมร้านทอง”

บ.ก. 3: “เหมือนประกาศจับซีอุย”

 

รถแรงแค่ไหนก็แซงคนในใจเขาไม่ได้อยู่ดี โดนทำลาย self-esteem จนต้องกลับมานั่งเหม่อลอยดูมู้ดบอร์ดอีกที ปากดีเหลือเกินนะเรา ไหน Sin City ไหน Peaky Blinders จะกลับมาอีหรอบนี้อีกแล้วเหรอวะ ทำไงดี ทำไงดี หันซ้าย หันขวา ไม่มีใครสังเกต เอาบอร์ดที่เคยเสนอไปมาผสมคอนเซปต์เลยแล้วกัน

 

 

เชี่ย ผสมแล้วไม่เวิร์กว่ะ เหมือนโชว์เซียนยกล้อแต่ดันโดนท่อเผาขา ไม่แหกโค้งแต่เสียเซลฟ์ว่ะ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รูู้ว่าเขาไม่มีใจก็ถอยออกมา กลับไปอ่านต้นฉบับอีกทีแล้วกัน เป็นวิธีอู้งานที่ไม่น่าเกลียดมาก อย่างน้อยก็เผื่อได้อะไรกลับมาบ้าง 

 

“อ่านไปก็โกรธไป เนื้อเรื่องก็ขยี้เหลือเกิน เครียดๆๆๆๆ ยิ่งอ่านยิ่งอิน เหมือนลุ้นละครช่องวัน ทำไมตัวละครไม่เอามีดแทงๆ กันไปเลยวะ จะได้จบๆ เลิกคุย!

..

.

อั้ยยะ! ชั่ย ชั่ย

 

‘มีด!!!’

 

เป็นได้ทั้งคุณ เป็นได้ทั้งโทษ ใช้ทำประโยชน์ก็ดี แต่ถ้าคิดไม่ดีจะเอามาใช้ทำร้ายกันก็ได้ เหมาะกับการใช้หั่นใช้แทงเรื่องราวในเล่มนี้เหลือเกิน คิดสตอรี่เรื่องความเชื่อแถมเข้าไปหน่อย ที่บ้านซึ่งมีเชื้อสายจีน จะห้ามไม่ให้ใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษจีน เพราะเชื่อว่าจะมาตัดโชคดี ได้ว่ะ แค่คิดก็มาทรงดีแล้ว เอาเว้ย ไอเดียที่ดีที่สุด คือไอเดียที่เร็วที่สุด!

 

 

รอบที่แล้วเข็มทิศ รอบนี้มีด สุดยอดพระมารดาแห่งอุปกรณ์ แต่จะมาเป็นมีดเฉยๆ ไม่ได้ อยากได้อะไรที่สุขุมขึ้นและไม่โฉ่งฉ่างเกินไป ซ่อนความหมายแต่พองาม ทำไงดี ทำฟอนต์สิ /ถามเองตอบเอง

 

หลังจากพยายามโทรจิตทิพย์ดึงวิญญาณ พอล เรนเนอร์ (Paul Renner) มาสิงร่างเพื่อจะเป็นไทป์ดีไซน์เนอร์สาว เลยได้ไอเดียมาว่าจะดึงเชปของมีดมาขึ้นแบบ เหลาปลายแหลมๆ คมๆ บวกกับอยากได้ฟีลไทโปฯ จีนๆ แบบหนังหว่องในบอร์ดที่โละไปแล้วด้วย เลยเพิ่มความหนาเข้าไปอีกนิด เสริมความรู้สึดอึดอัดด้วยสเปซระหว่างตัวอักษรที่แคบลงอีกหน่อย เท่ไม่เบา แต่เหมือนยังขาดอะไรไปหน่อยอยากให้ดูรว้าย ดูแรวง ดูอันตรายกว่านี้ ทำไงดี

 

อ๋อ ก็เอาไฟลนมันเลย เอาซี๊ๆๆๆๆ

 

 

แค่ไฟยังไม่พอ ยังไม่แสบ ยังไม่ซ่า จะกล้าไปสู่หน้าเขาได้ไง ขอลองปูสีแดง RGB เต็มๆ หน่อยเป็นไง

 

เชี่ย! แสบ! แสบจริง! แสบตา! 

 

อยู่ดีๆ ก็เกิดปรากฏการณ์กราฟิกฯ ตาแตก หลังลืมตัวว่านั่งทำมากว่าสามชั่วโมงบน Color Mode RGB แบบสีอ้อนต้อชวนเจ็บตา มึงจะลืมอะไรก็ลืมได้ แต่จะลืมกะพริบตาไม่ได้! สรุปคือน้ำตาไหลไม่หยุด ไหลเหมือนตอนรู้ว่าแจ็กจะไม่รอดในตอนจบ Titanic ชาวกองฯ จึงแตกฮือเหมือนฝูงผึ้งว่าเกิดอะไรขึ้น 

 

เอ๊ะ หรือเพราะไปลบหลู่วัฒนธรรมรากเหง้าตัวเอง เหล่าม่าเหล่ากงไม่พอใจเลยสาปมันซะเลย อิหลานเลว! เพื่อนร่วมงานต้องวิ่งลงไปซื้อน้ำยาหยอดตา ยิ่งทำให้แพนิคกว่าเดิมเพราะเกิดมาไม่เคยหยอดตาสักครั้ง! ในหัวนึกแต่ภาพตัวละครถูกถ่างตาตอนทำเลสิกใน ‘Final Destination’ แล้วน้ำตาก็ไหลหนักกว่าเดิม ตาที่เคยแห้งก็เปียกชุ่มขึ้นมาในทันที ลำบากคนในทีมต้องจับล็อกแขนล็อกขา เพื่อหยอดตากันเป็นเรื่องเป็นราว

 

มานึกขึ้นได้ทีหลังว่าจะทำ RGB ไปทำไมนะ ในเมื่อต้องพิมพ์เป็น CMYK อยู่ดี! (แถมสุดท้ายก็เลือกปกสีดำอีกต่างหาก ทะโหล่!)

 

 

พักหายใจจากเหตุการณ์น่าใจหายมาได้สักครู่ ก็กลับมาทำงานต่อ อู้ไม่ได้ คนเรามันต้องกินต้องใช้

 

กลับมาสเกตช์ต่อได้แค่แบบเดียว ไม่รู้เจ้านายสงสารหรือยังไง เดินมาบอกว่าให้ลองๆ เซฟมาก่อนจะส่งให้นักเขียนดู ไอ้เราก็ได้แต่ยิ้มมุมปาก ถ้าผ่านในสเกตช์เดียวก็จะดูเป็นอัจฉริยะศิลปะเพชรยอดมงกุฎไปปะวะ ที่พิมพ์ๆ มาข้างบนนี่ถ่อมตัวนะ แกล้งผิดบ้าง พลาดบ้าง เดี๋ยวมันจะดูเก่งเกินธรรมชาติไปหน่อย คนจะเข้าหาลำบาก (นี่ก็กล้าพูดนะ เอาจริง) 

 

แต่สรุปคือผ่านเฉย! ผ่านแบบงงๆ นักเขียนซื้อ! พอได้ใจก็ทะเล้นคิดต่อว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ ใส่สีแดงทั้งเล่มเลย! ให้คนอ่านเขาได้รู้ว่าสีแดงที่เห็นมาจากเลือดในตากราฟิกฯ! 

 

พี่ๆ ในทีมเลยต้องตบบ่าแล้วบอกว่าพี่ไม่ชอบคนทะเล้น แต่ชอบคนเต้นระบำบั้มบั่มบำบำบ่ำ ไม่ใช่! พี่ๆ บอกว่า ใจเย็นก่อนไอ้สอง เอาแต่พอดี เลยมีสีแดงไปโผล่ตามหน้าเปิดบ้าง ตัวจบบทบ้าง ให้พอหอมปากหอมคอ 

 

ฮั่นแน่! ถ้าคิดว่างานกราฟิกฯ จะจบแค่นี้ล่ะก็ ยัง!

“ทำภาพประกอบหน้าเปิดด้วยปะ” เสียง บ.ก.บห.ที่เรารักลอยขึ้นมาอีกครั้ง

…เอ้ยยยย ได้ดิ

“ทำชื่อหน้าเปิดให้เป็นฟอนต์แบบนี้ด้วยปะ ก็ทำเพิ่มไม่กี่สิบตัวเอง”

ดะดะดะ… ด้ายดิ๊

“นี่ๆ หรือว่าทำเลย์เอาต์แบบ CHAPTER 1: LOST”

ไม่ทำ!!!!!!!!!!!!!”

 

นี่แหละ ชีวิตจะไม่แย่ ถ้าไม่ฮั่นแน่ใส่ใครก่อน ทำอะไรไม่ได้ก็ทำใจและทำงานต่อ เราเลือกซีนที่ชอบ น่าสนใจ หรือเป็นจุดขายของแต่ละตอนมาทำภาพประกอบ แต่ดันเป็นกราฟิกฯ ที่วาดรูปห่วย เลยคิดว่าเล่นกับไทโปฯ น่าจะดีกว่า เลยเอามาประกอบเข้ากับฟอนต์ในรูปแบบเดียวกันกับหน้าปกหนังสือ ซึ่งก็ต้องทำฟอนต์เพิ่ม เพราะงั้นเมื่อพี่ๆ บอกให้ช่ากระโดด ช่าก็จะถามว่าให้กระโดดสูงแค่ไหน แต่ถ้าพี่ๆ บอกให้ช่าทำฟอนต์ใหม่เพิ่มอีก 20 ตัว ช่าก็จะตอบว่า ไม่สั่งให้ช่าทำพยัญชนะ ครบ 44 ตัวเลยล่ะ จะได้ขายฟอนต์ไปด้วย!!!!

 

 

ทั้งหมดที่ว่ามาน่ะ ไม่โกรธนะ มันแค่ยาก ลำบาก ปวดตา ทุกครั้งที่ท้อก็คิดแค่ว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบริษัท สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้จะได้มันคงเป็นแค่ความรู้สึกดีๆ ต่อให้คิดว่าถ้าทำขนาดนี้หัวหน้าคงเห็นใจ และช่วยให้เราก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่สุดท้ายเราก็ไม่เคยหวังอะไรตอบแทนหรอกนะ เชื่อมั้ย

 

หลังจากผ่านพิธีกรรมขายวิญญาณให้ซาตานที่ต้องแลกมาด้วยน้ำตาไปแล้ว ก็เลยได้ ‘FAMILY COMES FIRST ด้วยรักและผุพัง’ ออกมาให้ชื่นชมกัน จริงๆ ถ้าเล่าแค่แก่นไอเดีย ก็คงจบตั้งแต่สิบบรรทัดแรกแล้ว แต่ผลของการเป็นลูกอิช่างเมาท์ จะมาเล่าๆ จบๆ เบื้องบนก็ไม่เห็นถึงความพยายามในการทำงานหนักของเราสิ แล้วอย่างนี้ตำแหน่งที่หวังไว้มันจะได้มาได้ยังไง ใช่มะ?

 

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่เดินผ่านไปผ่านมาทางนี้ ‘FAMILY COMES FIRST ด้วยรักและผุพัง’ ของแซลมอนบุ๊กส์เราก็ได้มาบริการท่านพ่อแม่พี่น้องอีกแล้ว อากาศร้อนร๊อนนนนอย่างนี้ ลองมาแวะชมแวะอ่านกันได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือใจร้อนอยากใช้ตังค์ก็กดสั่งกันได้ที่ store.minimore.com ของแท้ของดีต้องมีที่คั่นหนังสือหนึ่งร้อยกว่าอันแถมไปด้วย (แม้ว่าคุณจะซื้อแค่เล่มเดียวก็ตาม) 

 

ถ้ามีคำติชมใดๆ ก็พร้อมน้อมรับเอาไว้เป็นกำลังใจเล็กๆ ในวันที่แห้งเหี่ยวเพราะยังไม่ได้ฉีดวัคซีนสักที โอกาสหน้าฟ้ามีตาเราคงจะได้กลับมาพบกันใหม่ สำหรับวันนี้ สวัสดีขรั่บ

 

ป.ล. มีโปรโมชั่นอยู่ 15-20% ถึงสิ้นเดือนนี้ด้วยนะ รีบบบบ