Skip to content

คุยเรื่องโรงแรมกับ ‘วิชัย’ อดีต ‘สิ่งที่ชีวิตในโรงแรม’

ก่อนจะไปขำคิกคักกับเรื่องราววายป่วงใน ‘สิ่งที่ชีวิตในโรงแรม’ เราชวน ‘วิชัย’ มารำลึกความหลังเมื่อครั้งยังทำงานในโรงแรม แล้วได้เจอทั้งแขกน่ารักและหน้ามึนที่เป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ ถ้าพร้อมแล้วก็ขอเชิญเช็กอินแล้วไปอ่านบทสัมภาษณ์กันได้เลยจ้ะ

ใครอ่านบทสัมภาษณ์จบแล้ว อยากจะอ่านเรื่องราวชวนกุมขมับในโรงแรมของวิชัยต่อแบบเต็มๆ ก็สามารถเข้าไปสั่งซื้อหนังสือได้เลยที่นี่

 

 

เคยทำงานโรงแรมมาทั้งหมดกี่ที่ แต่ละที่ต่างกันยังไง

5 ที่ ที่กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงราย หัวหิน แต่เราทำซ้ำหนึ่งรอบคือกลับมาทำโรงแรมเดิมที่กรุงเทพฯ โรงแรมบางที่ที่เราทำจะเขียนว่า Resort บางที่จะเขียนว่า Hotel ซึ่งแค่นี้ก็ต่างกันแล้วนะ Resort มีความเป็นปีก แต่พอเป็น Hotel ก็จะเป็นตึก ความคาดหวังของลูกค้าก็ไม่เหมือนกัน ที่แรกที่เราไปทำงานเป็น Lecture Hotel คือเหมาะสำหรับมาพักผ่อน มาว่ายน้ำ มาเที่ยวกับลูก อีกที่เป็น Business Hotel ก็จะมีความดีลกับลูกค้าอีกแบบ อีกที่ก็เชียงราย เป็นเตนท์ไปเลย สุดโต่งไปเลย

 

 

เล่าเรื่องพีกที่เคยเจอให้ฟังหน่อย

ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯ เราว่าความพีกคือคุณโรสที่มาพักประจำ มาบ่อยมาก แต่มากี่ทีๆ ก็ขยันสร้างปัญหาในแบบที่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม ส่วนที่ภูเก็ตความพีกคือเรายังทำงานไม่ค่อยเป็น ทุกๆ อาทิตย์เราต้องเจอแขกเกาหลีประมาณสามร้อยกว่าคน แล้วสมัยเราทำงานโรงแรม แขกเกาหลีจะเหมือนรังมดแตก เหมือนจับปูใส่กระด้ง วุ่นวายไปหมด ไกด์ก็ไม่เก่ง ยากจนไม่มีรีเซปชั่นคนไหนอยากทำ เลยตกมาเป็นปัญหาของเราที่เป็นจูเนียร์ของทีม

 

 

มีเรื่องไม่ประทับใจบ้างมั้ย

เราไม่รู้ตอนนี้เปลี่ยนไปหรือยังนะ คนไทยชอบมองอาชีพโรงแรมว่าเป็นขี้ข้า เขาไม่ได้มองความเป็นมืออาชีพของการโรงแรม ไม่ได้เข้าใจว่ามันก็มีวิชา มีศาสตร์ของมัน ยิ่งพวกโรงแรมห้าดาว ทุกอย่างจะถูกเขียนออกมาเป็นวิทยาศาสตร์เลย

 

 

จุดเริ่มต้นของ ‘สิ่งมีชีวิตในโรงแรม’

ในโรงแรมมี Logbook หรือสมุดที่คนทำงานแต่ละรอบจะเขียนสรุปเพื่อส่งต่อให้กับคนทำงานรอบถัดไป เช่น รอบบ่ายเกิดอะไรขึ้นก็เขียนสรุปให้กับคนรอบเช้า ซึ่งบางทีเวลาโกรธลูกค้าก็จะเขียนระบายกันมันมาก

จุดเริ่มต้นของ ‘สิ่งมีชีวิตในโรงแรม’ คือการต่อยอดความโกรธแค้นของพนักงานที่ระบายอารมณ์ลงไปใน Logbook นี่แหละ ซึ่งเราว่ามันเป็นข้อดีที่ทุกๆ เรื่องในหนังสือ เราเขียนหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไปสองสามปี เพราะพอเวลาผ่านไป เราถึงพบว่าตอนนั้นที่ลูกค้าโกรธ จริงๆ กูเหี้ยเอง กูทำตัวชุ่ยเอง กูไม่เรียบร้อยเองนี่หว่า

 

 

กลับมาอ่านงานเขียนของตัวเองอีกทีแล้วรู้สึกยังไง

รู้สึกว่าตอนนั้นเราเขียนไปได้ยังไงวะ มันมีความไม่ได้สนใจห่าอะไรเลย กูแค่จะเขียนสิ่งเหล่านี้ลงไป ไม่ได้รู้ว่าไวยากรณ์หรือขนบธรรมเนียมในการเขียนหนังสือควรจะเป็นยังไง แต่เขียนเพราะว่ามันตลกดี อยากเขียน

อีกอย่างที่รู้สึกได้เมื่อกลับมาอ่านก็คือ มันกลายเป็นหนังสือของยุคสมัยนั้นไปแล้ว มีคำหลายคำมากที่ไม่สามารถใช้ในปัจจุบันได้ เพราะมันไม่เหมาะสม มันโหดไปมากๆ อย่างตอนจะตีพิมพ์เล่มนี้ใหม่ บ.ก.ก็ถามว่าอยากรีไรต์มั้ย เพราะนอกจากจะมีคำหยาบ ยังมีการเหยียดอีกประปราย ซึ่งก็ต้องบอกว่าสมัยก่อน คนยังไม่ได้ตระหนักเรื่องนี้เท่าปัจจุบัน เราคิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะรีไรต์มั้ย ถ้าเราทำ ‘สิ่งมีชีวิตในโรงแรม’ ก็จะถูกชำระแล้วกลายเป็นฉบับใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม เลยบอก บ.ก.ไปว่างั้นเก็บไว้เหมือนเดิมมั้ย เพื่อให้คนอ่านได้เห็นว่าเมื่อก่อนเราเคยอยู่ในโลกที่การเขียนมันใช้คำพวกนี้ได้ มันไปไกลขนาดนี้ได้ แล้วก็เขียนคำเตือนว่ามันเป็นการเขียนจากในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้เรามีวิวัฒนาการกันไปมากกว่านี้แล้ว

 

 

รู้สึกยังไงที่หนังสือเล่มนี้กลายไปเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนการโรงแรม

ตกใจ ช็อก ทำไมมหา’ลัยเอาหนังสือชั่วๆ อย่างนี้ให้เด็กนักเรียนอ่าน (หัวเราะ) แล้วเคยได้ยินว่ากลายเป็นข้อสอบด้วยนะ แบบยกตัวอย่างสถานการณ์จากในหนังสือไปเป็นคำถาม เราก็ยิ่งช็อก

กลายเป็นว่าประสบการณ์ชีวิตเราก็มีข้อคิดให้บางอย่าง คือก่อนหน้านี้เราจะอยู่ในหมวดหมู่นักเขียนเรื่องไร้สาระ ไม่มีประโยชน์มาตลอด ก่อนจะพบว่าไม่ใช่ บางเรื่องแค่ต้องวิเคราะห์มันนิดนึง แยกกาก แยกชิ้นส่วน ก็จะเห็นว่าแกนของมันคืออะไร พอมันกลายเป็นหนังสือนอกเวลาก็ตื่นเต้นนะ ตกใจว่าเราก็ไม่ได้เป็นคนเขียนเรื่องไร้สาระเสียทีเดียวนี่หว่า

 

 

ขายของหน่อยจ้า

พูดแบบอวยๆ หน่อย เราว่ามันควรเป็นหนังสือที่คนหาอ่านได้เรื่อยๆ เหมือนหนังสือ ‘ว้าวุ่น’ ของ ‘ปินดา โพสยะ’ ที่ตอนนี้หาอ่านไม่ได้แล้ว เราว่า ‘สิ่งมีฯ’ น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่เขียนโดยนักเขียนที่ไม่ใช่สายวรรณกรรม เพราะหลังจากนั้นก็มีหนังสือสไตล์นี้ออกมาเยอะมาก เราก็ดีใจที่ได้เป็นเวฟแรกๆ

คอมเมนต์ประเภทนึงที่เราปลื้มใจมากๆ คือมีคนบอกว่า ‘สิ่งมีฯ’ เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่ทำให้เขารักการอ่าน เราเลยพบว่ามันก็อ่านง่ายและอ่านไปได้เรื่อยๆ เราเลยเชียร์ครับ อยากให้ซื้อ เราจะได้มีเงินไปทำชั้นหนังสือที่ยังว่างอยู่ (ฮ่าๆ)