A Conversation with PERFUMATIVE MALE คุยกับ ‘ธาดา อาชาวงศ์’ เรื่องน้ำหอม หนังสือใหม่ และเบื้องหลังกลิ่น ‘เดดไลน์’ ที่ทำกับแซลมอน

2 พฤศจิกายน 2026 | by salmonbooks

ถ้าการปรุงน้ำหอมคือความสนุกในการลองผิดลองถูก ชีวิตของ ‘ชุน—ธาดา อาชาวงศ์’ ก็คงไม่ต่างอะไรกับเซสชั่นในแล็บปรุงน้ำหอมของเขา

ก่อนประกอบอาชีพเป็นนักทำน้ำหอมอย่างทุกวันนี้ ธาดาเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมาเขาเปลี่ยนความสนใจบ่อยๆ ลองผิดลองถูก ลองทำมาแล้วหลายอย่าง ช่วงที่สนใจกาแฟก็สมัครเป็นบาริสต้าเพื่อเรียนรู้เรื่องกาแฟอย่างถึงแก่น ช่วงที่สนใจเครื่องหนังก็ใช้เวลาอยู่กับมันหลายปีจนทะลุปรุโปร่ง ช่วงที่สนใจบอร์ดเกมก็ไปทำงานเป็นผู้จัดการร้านบอร์ดเกมอยู่ช่วงใหญ่

เรียกได้ว่าธาดาเป็นคนที่สนใจอะไรแล้วจะสนใจอย่างลงลึก ขณะเดียวกันก็เป็นคนขี้เบื่อ และถ้าเบื่อก็จะปล่อยมือจากสิ่งนั้นได้ง่ายๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่ธาดาไม่เบื่อ—อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้—จนทำให้เขาอยู่กับมันมาได้นานเป็นหลักสิบปี 

สิ่งนั้นคือ ‘น้ำหอม’

รู้ตัวอีกที จากความสนใจก็กลายเป็นงานอดิเรก จากงานอดิเรกก็กลายเป็นธุรกิจจริงจัง จากแบรนด์ Natural Teller ที่ทำสนุกๆ ก็ต่อยอดมาเป็น Tada Parfumeur แบรนด์น้ำหอมสุด niche ของไทยที่ตอนนี้เติบโตจนวางขายไปแล้ว 9 ประเทศทั่วโลก ก่อนจะแตกไลน์ออกมาเป็น Shaman Perfumery แบรนด์น้ำหอมคาแรกเตอร์จัดที่หยิบความเชื่อ พิธีกรรม และรากเหง้าของวัตถุดิบมาเป็นแรงบันดาลใจ

นอกจากนี้ ธาดายังมีแลปน้ำหอมชื่อ Rebellion Lab and Perfume Bar ที่ Dragon Town บรรทัดทองที่เขาเปิดร่วมกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นทั้งช็อปออฟฟิเชียลและแล็บปรุงน้ำหอมแสนสนุกที่ยืนยันถึงแพสชั่นและความสนใจในกลิ่นที่ยังไม่หมดลงไปง่ายๆ

ศาสตร์ของน้ำหอมน่าหลงใหลยังไง ทำไมธาดาถึงยังไม่เปลี่ยนความสนใจไปไหน และอะไรทำให้เขาสามารถเขียนหนังสือถึงมันได้เป็นเล่มๆ 

วันนี้เราจึงมาพบธาดาที่แล็บของเขา เพื่อคุยกันเรื่องความสนใจ ความกลัว ความเบื่อ หนังสือ ไปจนถึงแรงบันดาลใจของกลิ่น ‘DEADLINE EAU DE PARFUM’ น้ำหอมตัวล่าสุดที่เขาคอลแลบกับแซลมอนบุ๊กส์เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 15 ปีของสำนักพิมพ์โดยเฉพาะ

1

The Perfumer

คุณเล่าใน PERFUMATIVE MALE มนุษย์ทำมาหากลิ่น ว่าหากสนใจอะไรจะสนใจจนศึกษาอย่างลงลึก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

บ้านเราไม่ได้มีเงิน บริษัทของพ่อล้มละลายตอนช่วงขบวนการเคลื่อนไหวเสื้อเหลือง-เสื้อแดง เราต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยทั้งๆ ที่อีกเทอมเดียวจะจบแล้วก็เพราะมีเงินไม่พอ เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนมุมมองของเราให้กลายเป็นคนที่สนใจอะไรแล้วจะตั้งคำถามว่า “มันทำเงินได้หรือเปล่า” 

เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะรวยจากสิ่งที่สนใจหรอก แต่เราแค่อยากสนุกกับมันมากๆ และถ้าทำเงินจากมันได้ เราจะสนุกมากขึ้น

ช่วงหนึ่งเราชอบเล่นบอร์ดเกม เป็นช่วงเดียวกับที่เครื่อง 3D Printer กำลังมาใหม่ๆ เราก็ไปซื้อมาเล่น ทำส่วนประกอบของบอร์ดเกมสนุกๆ ศึกษาไปศึกษามาก็ทำขายให้เพื่อน หรือตอนที่เล่นแผ่นเสียงก็จะซื้อเครื่องเล่นและแผ่นเยอะมากๆ จนเราเข้าใจว่ามันมีเครื่องแบบไหน ลำโพงแบบไหน แผ่นแบบไหนใช้ความเร็วแบบไหนบ้าง 

เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนบ้าสิ่งไหนแล้วจะบ้าสิ่งนั้นไปจนถึงจุดที่ไม่มีอะไรให้เรียนรู้ต่อ เราก็จะเลิกบ้ามันแล้วไปสนใจสิ่งถัดไป แต่ไม่ใช่กับน้ำหอม เพราะน้ำหอมเป็นสิ่งที่เราสนใจแล้วอยู่กับมันได้นานนิดหนึ่ง 

ทำไมถึงอยู่กับน้ำหอมได้นาน

น้ำหอมมีความท้าทายในการทำกลิ่น บนโลกนี้มีสารเคมีมากกว่า 5,000 ชนิด ยังไม่รวมพวกวัตถุดิบจากธรรมชาติ (Natural Ingredient) อีก ดังนั้นการที่เราจะทำความเข้าใจทั้งหมดมันเป็นไปไม่ได้เลย 

สมมติว่าวันนี้อยากทำกลิ่น Honey Tobaco เราก็จะใช้องค์ประกอบ (Composition) ที่ทำให้เกิดกลิ่นนั้น สมมติเราไปทำอีกกลิ่น สารของกลิ่นนั้นก็อาจจะเหมือนหรือต่างจากสารที่เราใช้ในกลิ่นนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องศึกษาใหม่เรื่อยๆ สะสมคลังความรู้เกี่ยวกับสารเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายเราก็ยังอยากหาองค์ประกอบใหม่ๆ ที่เราไม่เคยลองทำ

การทำน้ำหอมจึงเป็นสิ่งที่เราสำรวจได้ไม่รู้จบ เป็นสิ่งที่เราสนุกที่ได้ทำและเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา เพราะแต่ละปีก็จะมีสารเคมีใหม่ๆ โผล่ออกมา แล้วก็จะมีสารเคมีบางตัวที่โดนแบนไป เราก็ต้องกลับไปแก้สูตรเก่าของเราเรื่อยๆ นี่จึงทำให้เราอยู่กับน้ำหอมได้ค่อนข้างนาน

นอกจากความสนใจมีเหตุผลอื่นอีกไหมที่ทำให้ผูกพันกับน้ำหอมได้ขนาดนี้

ตัวเราเองไม่ได้ใช้น้ำหอมบ่อยขนาดนั้น แต่น้ำหอมตัวหนึ่งที่เราจำได้ตลอดคือ L’Air du temps ของ Nina Ricci เพราะเป็นกลิ่นที่แม่ใช้ มันจะเป็นกลิ่นดอกไม้ๆ ทุกครั้งที่เราได้กลิ่น เราจะนึกถึงแม่ นั่นน่าจะเป็นความทรงจำแรกๆ เกี่ยวกับน้ำหอมที่เราจำได้ไม่ลืม

จนถึงตอนนี้ การทำน้ำหอมถือว่าเป็นสิ่งที่คุณอยู่กับมันได้นานที่สุดไหม

ใช่ เราอยู่กับกาแฟหนึ่งปี อยู่กับเครื่องหนังสี่ปี แต่มันก็เบื่อตั้งแต่ปีที่สองแล้ว เพราะเรารู้สึกว่าไม่มีอะไรชาเลนจ์ให้ทำต่อ แต่กับน้ำหอม ถ้านับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์แรก Natural Teller ก็น่าจะ 11 ปีแล้ว

คิดไหมว่าวันหนึ่งอาจจะเบื่อน้ำหอม

เคยคิดว่าอาจจะมีนะ เป็นไปได้ แต่พอเราทำเป็นธุรกิจ มีน้องในทีม การทำน้ำหอมจึงกลายเป็นความรับผิดชอบที่ทำให้รู้สึกว่าต่อให้เบื่อก็เลิกทำไม่ได้ แต่เหตุผลที่มีน้ำหนักกว่านั้นคือ เรายังสนุกกับการทำน้ำหอมอยู่

ในหนังสือเราเล่าไปว่าเคยจะเลิกทำน้ำหอมไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะตอนนั้นเบื่อที่จะต้องคุยกับคน เราสนุกกับการทำน้ำหอม ไม่ได้สนุกกับการทำธุรกิจ แต่พอผ่านโมเมนต์นั้นมาได้ มีคนที่เขาเชื่อในแบรนด์เรา ไปไหนมาไหนก็มีคน appreciate สิ่งที่เราทำ เราเลยสนุกกับการได้เล่า ได้พูดคุยกับคนที่เขาสนใจ

จากที่เคยทำน้ำหอมเพื่อความสนุกส่วนตัว มันกลายเป็นการอธิบายประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองให้คนอื่นฟังว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ทำไมถึงมาลงเอยกับการเป็นคนทำน้ำหอม ซึ่งตอนนี้การทำน้ำหอมพาเราออกไปเจอวัฒนธรรมแปลกๆ และผู้คนใหม่ๆ ที่เราก็สนุกกับตรงนั้นมากเลย

แต่การปรุงน้ำหอมก็ยังสนุกอยู่นะ อย่างไม่นานมานี้ น้องในทีมเสนอให้เราทำกลิ่น ‘น้ำจิ้มซีฟู้ด’ ซึ่งทำได้แล้วก็สนุกดี บางทีเราก็สั่งสารแปลกๆ มาทดลอง หรือบางทีเวลาไปสัมมนาที่ต่างประเทศ เราจะเผื่อเวลาไปเดินเล่น กินของแปลกๆ ไปลองดมนู่นดมนี่ เผื่อว่าบางสถานที่หรือโมเมนต์บางอย่างจะให้แรงบันดาลใจแปลกๆ กลับมา เช่น ไปญี่ปุ่นเราก็จะชอบเดินเข้าร้านผลไม้ ไปหยิบผลไม้แปลกๆ ที่ไม่เคยกินมาลอง เผื่อมันจะให้แรงบันดาลใจบางอย่าง หรือถ้ามันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้ลองดมแล้ว (หัวเราะ)

2 

The Writer

ก่อนมาออกหนังสือกับแซลมอน คุณเขียนอยู่แล้วไหม

เขียนมาเป็นปีแล้วมั้ง แต่จะเรียกว่าต้นฉบับก็กระดากปาก เพราะหน้าตาสิ่งที่เราเขียนไม่เหมือนกับต้นฉบับหรอก มันเหมือนงานเขียนของคนพยายามเขียนแต่ไม่รู้ว่าควรจะเขียนยังไง 

ดราฟต์แรกของ PERFUMATIVE MALE มนุษย์ทำมาหากลิ่น

เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องกลิ่นแบบเนิร์ดๆ เลย ตอนแรกเราเขียนเป็นสี่บทใหญ่ คือเรื่องร่างกายกับกลิ่น ประวัติศาสตร์ของกลิ่น ที่มาของวัตถุดิบต่างๆ และเรื่องโลกประหลาดที่เกี่ยวกับกลิ่น เป็นต้นฉบับที่หยิบเอาเกร็ดเกี่ยวกับกลิ่นต่างๆ มาเล่าเลย เพียงแต่มันมีช่วงที่เรารู้สึกว่าควรมีการเกริ่นนำสักนิดหนึ่งว่าไอ้คนที่กำลังจะเล่าเรื่องต่อไปนี้เป็นใคร เราเลยเล่าประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตัวเองสักห้าหน้า 

พอเขียนจบ เราไม่รู้จะเอาไปยื่นที่ไหน คิดว่าถ้าไม่มีใครสนใจพิมพ์ก็อาจจะทำเป็นไฟล์พีดีเอฟแจก บังเอิญว่าตอนนั้น เรารู้จักกับยชญ์ (ยชญ์ บรรพพงศ์ หนึ่งในนักเขียนและโฮสต์พอดแคสต์ Untitled Case) เพราะเขาเป็นลูกค้าที่ร้าน ยชญ์ชวนเราไปออกรายการ Grey Area เราเลยเล่าให้เขาฟังว่ามีต้นฉบับเล่มหนึ่ง ทำยังไงกับแม่งดี ยชญ์เลยแนะนำให้ลองยื่นกับแซลมอนบุ๊กส์

พอเข้าสู่กระบวนการพัฒนาต้นฉบับกับแซลมอนบุ๊กส์แล้วเป็นยังไงบ้าง 

ระหว่างรอพิจารณา เราอ่าน SAL-ARYMAN กองฯ งาน / พื้นฐาน / อาชีพ หนังสือที่บอกเล่าเบื้องหลังกระบวนการทำงานของสำนักพิมพ์แซลมอนเป็นสิบๆ รอบได้มั้ง เลยพอจะคาดเดาได้ว่าต้องมีการปรับโครงสร้างต้นฉบับหรือต้องเขียนใหม่เยอะ

ตอน บ.ก.บห.กาย (ปฏิกาล ภาคกาย บรรณาธิการบริหาร) กับ บ.ก.ดี (ธีรภัทร์ เจนใจ บรรณาธิการ) นัดเข้าไปคุย เขาบอกว่าหนังสือสนุก แต่ห้าหน้าแรกที่เราเขียนเกี่ยวกับตัวเองนี่สนุกที่สุด อยากให้ขยายไอ้ห้าหน้านี้ออกมาเป็นหนึ่งเล่ม 

เราก็คิดว่าเป็นไปได้เหรอวะ ทำได้จริงเหรอวะ คำถามที่ตามมาคือประสบการณ์ของเรามันสนุกตรงไหนวะ เพราะเราจะเห็นว่าแซลมอนชอบพิมพ์งานบันทึกประสบการณ์ของคนที่ออกจากเซฟโซนบางอย่าง มีหลายเล่มที่เล่าเรื่องราวชีวิตในต่างประเทศ ไปทำโน่นทำนี่ ไปที่แปลกๆ ซึ่งส่วนใหญ่คือนักล่าความฝันและมีชีวิตที่น่าสนใจ แต่กูอยู่กรุงเทพฯ ทำน้ำหอมไปเรื่อยๆ เลยไม่รู้สึกว่าชีวิตเรามีอะไรน่าสนุกขนาดนั้น

เราถามย้ำไปหลายรอบว่าเอาจริงดิ ไม่ค่อยเชื่อเขาเท่าไหร่ แต่สุดท้ายทีม บ.ก.ก็ลองให้เขียนโครงหนังสือมาให้ดู ซึ่งก็ไล่ไปเลยตั้งแต่ก่อนทำน้ำหอม ตอนเริ่มสนใจ จุดเปลี่ยน จนมาถึงปัจจุบัน พอเอามาคุยกันเขาก็บอกว่าสนใจ

หลังจากนั้นใช้เวลาเขียนนานไหม

ไม่นาน ทั้งเล่มน่าจะประมาณ 1-2 เดือน เพราะเราเป็นมนุษย์ที่ถ้ามีโจทย์แล้วอยากแก้โจทย์นั้นทั้งวัน มีจุดที่สะดุดๆ อยู่บ้างตรงที่ต้องนึกถึงความทรงจำเมื่อสิบกว่าปีก่อน 

ตอนเขียนหนังสือให้ความรู้สึกเหมือนตอนปรุงน้ำหอมไหม

ไม่เหมือน การปรุงน้ำหอมคือการ explore แต่การเขียนหนังสือคือการ remind สิ่งที่เคยผ่านมา ซึ่งยากกว่า เพราะเราเป็นคนขี้ลืมน่ะ โชคดีที่พอเป็นเรื่องน้ำหอม เราจำได้ค่อนข้างเยอะ อะไรที่จำไม่ได้ก็ถามเพื่อนเอา 

อย่างตอนที่เขียนถึงว่าเพื่อนเป็นคนแนะนำเรื่องปรุงน้ำหอม เราก็ต้องไปถามเขาว่าตอนนั้นทำไมอยู่ๆ ถึงนั่งปรุงน้ำหอมให้กูดมนะ ก่อนได้คำตอบว่า อ๋อ เพราะตอนนั้นเราทำเครื่องหนังอยู่ แล้วเขาอยากให้เราเอาเศษหนังไปลองชุบน้ำหอมดู สุดท้ายก็พยายามปะติดปะต่อเรื่องเหล่านี้จนลงล็อก ประกอบกับมีสิ่งที่เรียกว่าเฟซบุ๊ก เราก็จะเปิดรูปและไล่ไถฟีดดูว่าทำอะไรไปในช่วงไหน 

การเขียนหนังสือแล้วได้ตีพิมพ์ขายให้ความรู้สึกกดดันเหมือนตอนทำแบรนด์น้ำหอมจริงจังไหม

นิดหน่อย แต่เราเขียนไว้ในคำนำแล้วว่าถ้าอ่านแล้วไม่สนุกให้ไปโทษ บ.ก. (หัวเราะ) 

ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้จบ คุณได้เข้าใจการทำหนังสือ เข้าใจการทำน้ำหอม หรือเข้าใจตัวเองเพิ่มขึ้นบ้างไหม

กระบวนการทำหนังสือกับน้ำหอม เราเข้าใจอยู่แล้ว เพราะผ่านมันมาทั้งกระบวนการ ส่วนเข้าใจตัวเอง คงไม่ขนาดนั้น

แต่เรามีความเชื่ออย่างหนึ่ง เหมือนเคยอ่านจากที่ไหนสักที่ว่าชีวิตเหมือนการต่อจุด ความรู้ความสามารถบางอย่าง ถึงแม้เราจะไม่ได้ใช้มันในตอนนี้ แต่ในอนาคต อยู่ๆ มันอาจมีประโยชน์กับชีวิตในทางใดทางหนึ่งก็ได้ แล้วเราเป็นคนที่เปลี่ยนความสนใจไปเรื่อยๆ ดังนั้นเรามีองค์ความรู้ที่ไร้สาระเต็มไปหมด แล้วพอเราได้เขียนหนังสือเล่มนี้ มันเห็นชัดมากๆ ว่ามันเชื่อมถึงกัน 

ความรู้ตอนที่เราตัดสินใจไปสอนเวิร์กช็อปทำให้เราได้ไปสอนเด็กที่โตเกียว หรือการทำเครื่องหนังมาก่อนก็ต่อยอดมาจนถึงตอนทำ Natural Teller ที่เอาเครื่องหนังแผ่นมาใช้

เราอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบเพื่อเช็กข้อมูลและคำผิด แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมาคือการถอยกลับมาดูภาพกว้าง แล้วเราก็พบว่ามันเป็นหนังสือ coming of age นิดๆ 

เชื่อสิว่าถ้าเราได้กลับไปคุยกับไอ้แว่นตอนสิบกว่าปีก่อนว่าโตมาจะได้ออกหนังสือกับแซลมอน แม่งต้องไม่เชื่อหรอก เพราะเราไม่ได้เป็นคนพิเศษ ออกจะประหลาดกว่าคนส่วนใหญ่ และหยิบโหย่ง อยากทำอะไรก็ทำ แต่ไอ้การที่เราเป็นคนบ้าๆ บอๆ ชอบของแปลกๆ ไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็ประกอบสร้างเราขึ้นมาเป็นเราในปัจจุบัน

3

The Deadline

เห็นว่านอกจากเขียนหนังสือแล้ว คุณกับแซลมอนและยังร่วมกันทำน้ำหอมด้วย ช่วยเล่าจุดเริ่มต้นของกลิ่นนี้ให้ฟังหน่อย

ตอนทำต้นฉบับ บ.ก.ก็ชวนคุยแหละว่าอยากทำของที่ระลึกอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกลิ่น ตอนแรกเขาก็ชวนทำเครื่องหอม กระดาษหอม แต่เราไม่รู้จัก OEM ที่รับทำสิ่งเหล่านี้ เราเลยบอกไปว่าทำน้ำหอมให้ได้นะ สุดท้ายเลยมาจบที่ตัวน้ำหอม

ทีมแซลมอนออกตัวว่าไม่ได้เป็น geek น้ำหอมขนาดนั้น ตอนวางโจทย์ตอนแรกเลยไม่ค่อยแน่ใจว่าควรวางโจทย์แบบไหน แต่มีไอเดียที่อยากลองทำ 2-3 แบบ คือกลิ่นต้นฉบับกับกลิ่นเดดไลน์ เราเลยลองทำน้ำหอมออกมา 2-3 โทน 

กลิ่นต้นฉบับเป็นโทนกระดาษที่ให้กลิ่นวนิลลา ส่วนกลิ่นเดดไลน์ เราได้ยินสมญานามของกายกับดีมาตลอดเรื่องการทวงงาน อย่างยชญ์ก็จะมาบ่นๆ เรื่องโดนทวงต้นฉบับให้ฟังบ่อยๆ เราเลยทำออกมาหลายๆ แบบ เป็นกลิ่นการทวงแบบอบอุ่น ทวงแบบร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ และทวงแบบไฟไหม้ 

สุดท้ายทีมก็เลือกกลิ่น ‘DEADLINE EAU DE PARFUM’  และเลือกกลิ่นการทวงงานแบบกลางๆ ที่คนใช้จะไม่ได้ใช้ยากหรือง่ายจนเกินไป

โน้ตและส่วนผสมหลักของกลิ่น DEADLINE EAU DE PARFUM เป็นยังไง

เราได้แรงบันดาลใจมาจากการโดนทวงต้นฉบับแบบละมุนละม่อม ทวงเล่นๆ แต่ขอจริงๆ น้ำหอมกลิ่นนี้เลยจะมีส่วนผสมของความหวาน สดชื่น และความร้อนแรง เหมือนสายตาของ บ.ก.กายที่มองอยู่ข้างหลัง 

โน้ตหลักๆ จะมีกลิ่นแป้งๆ หวานๆ ซึ่งมาจากไม้จันทน์หอม กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดชื่นจาก Grapefruit และ Bergamot นอกจากนี้จะมีกลิ่นเครื่องเทศที่มาจาก Pink Pepper และ Black Pepper ที่ให้ความรู้สึกเหมือนสะเก็ดไฟร้อนๆ เหมือนไฟจี้ตูดตอนเขียนต้นฉบับแต่ไม่ได้ร้อนแรงขนาดนั้น

หลังฉีดไปแล้วสักพักจะมีกลิ่น Dry Down (กลิ่นหลังจากฉีด) ซึ่งจะเป็นวานิลลา มัสก์กี้ วู้ดดี้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่ม หวาน เป็นฟีลสบายใจหลังส่งมอบต้นฉบับไปแล้ว

ความท้าทายของการทำกลิ่น DEADLINE EAU DE PARFUM คืออะไร

ปกติตอนทำน้ำหอม เราจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าอยากได้กลิ่นอะไร เช่น กลิ่นน้ำจิ้มซีฟู้ด กลิ่นขาเชียว แต่สำหรับกลิ่นที่วางไว้ว่าเป็นความรู้สึกบางอย่าง เราจะไม่ค่อยทำ เพราะเรารู้สึกว่าคนใช้รีเลตยาก เช่น ถ้าเราทำกลิ่นความเศร้า มันไม่ใช่ทุกคนที่ดมกลิ่นนี้แล้วจะรู้สึกเศร้า ต่างจากกลิ่นชาเขียวที่คนทั่วโลกเคยดม ทำให้เขาจะเก็ตกลิ่นได้ง่าย

แต่กลิ่นของแซลมอนจะมีฟีลนั้น มีความเป็นนามธรรมนิดหนึ่ง ความรู้สึกตอนเขียนต้นฉบับ โดนทวงต้นฉบับ ความรู้สึกของกองบรรณาธิการที่รอคอยต้นฉบับอย่างมีความหวัง ทั้งหมดนี้มันจะต้องเป็นกลิ่นยังไง ซึ่งการตีความอะไรพวกนี้เป็นเรื่องยาก

แล้วในฐานะคนปรุงน้ำหอม คุณอยากให้คนที่ฉีดรู้สึกอย่างไร และควรฉีดตอนไหน

สำหรับเรา กลิ่นนี้มีความสดชื่นและร้อนแรงนิดหน่อย เพราะฉะนั้น กลิ่นนี้จะสามารถฉีดได้ทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว เพราะความสไปซ์มันไม่ได้เยอะขนาดนั้น และจะมีความนวลของไม้กับความสดชื่นอยู่ข้างบน 

แต่เหนืออื่นใด สำหรับคนใช้แล้ว ถ้าดมแล้วหอม ชอบ ก็ใช้เถอะ ส่วนใหญ่เราจะบอกลูกค้าแบบนี้เสมอว่าถ้าเขาไม่ได้อินกับเนื้อเรื่อง เขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ มันเป็นแค่โจทย์ของนักปรุงที่ต้องทำให้ได้ ถ้าลูกค้าอินกับสตอรีก็อาจจะอินกับกลิ่นขึ้นมาหน่อย และเลือกวาระการใช้งานมันได้สนุกมากขึ้น

กลับมาที่ PERFUMATIVE MALE สำหรับคนอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณคาดหวังให้พวกเขาได้อะไร

เราไม่คิดว่าหนังสือของเราคือหนังสือสอนทำธุรกิจ ถ้าเกิดทำตามเราก็คงเจ๊ง อย่าทำ แต่สิ่งที่เราอยากให้รู้คือ ต่อให้คนอ่านจะไม่ใช่คนปรุงน้ำหอม เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยมีจังหวะชีวิตที่ถามตัวเองว่า กูทำสิ่งนี้ไปทำไมวะ ทำไมกูยังทำงานนี้อยู่ ทำไมกูถึงต้องไปเรียนสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น 

แต่เราเชื่อว่าวันหนึ่ง สิ่งที่คุณได้ทำ ได้เรียนรู้มันจะมีประโยชน์ มันจะได้ใช้ในทางหนึ่งแน่ๆ และสิ่งนั้นจะเป็นข้อได้เปรียบของคุณ

คุณได้อะไรจากการทำงานกับสำนักพิมพ์แซลมอนบ้าง

ได้ความสนุก (เน้นเสียง) 

ความจริงเราตามหนังสือหลายๆ เล่มของแซลมอนมาตั้งแต่ยุคแรก และความจริงรากของ Rebellion ร้านน้ำหอมของเราที่มีความเป็นขบถของกลุ่มคนทำน้ำหอม อยากสร้างแบรนด์น้ำหอมที่ยูนีค ไม่เหมือนใครในตลาด ส่วนหนึ่งก็มาจากการอ่านหนังสือแซลมอนบุ๊กส์ในอดีตด้วยแหละ 

เพราะแซลมอนมีความเป็นแก๊งขบถบางอย่างที่ไม่เหมือนสำนักพิมพ์อื่นๆ มันจะมีความประหลาดๆ จะมีความแม่งเอ๊ยอยู่ในหนังสือ หรือมีการเขียนด้วยสำนวนอ่านง่าย กวน ชิล ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นสิ่งนี้จากสำนักพิมพ์อื่นเท่าไหร่ 

แนวคิดการทำร้านของเราหรือแม้แต่การเขียนของเราเลยได้อิทธิพลมาจากแซลมอนบุ๊กส์ด้วย 

ถ้าอยากบอกอะไร อยากบอกว่าถ้ามีเล่มหน้าก็ไม่ต้องทวงมากนะ เล่มนี้เขียนเร็ว ไม่รู้เล่มหน้าจะเขียนเร็วหรือเปล่า (หัวเราะ) 

แต่ก็ลองทวงๆ ดูก่อนได้

พิเศษ สำหรับผู้ซื้อหนังสือ PERFUMATIVE MALE มนุษย์ทำมาหากลิ่น (หรือเล่มอื่นในโปรเจกต์ SS15) และน้ำหอมกลิ่น DEADLINE EAU DE PARFUM ในเว็บไซต์ของเรา รับส่วนลดน้ำหอมทันที 500 บาท


RELATED ARTICLES

VIEW ALL