“Get in, Loser, we’re going shopping.”
“Why So Serious?”
“I’m Your Father.”
หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์ เชื่อว่าคุณคงพอจะจำไดอะล็อกเหล่านี้ได้ เพราะนี่คือไดอะล็อกในตำนานที่พูดโดย ‘ตัวร้าย’ จากภาพยนตร์หลากหลายเรื่อง ซึ่งสำหรับภาพยนตร์บางเรื่องนั้นตัวร้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ขโมยซีน และกลายเป็นที่ถูกจดจำจากผู้ชมมากที่สุดเลยก็ว่าได้
วันนี้เราเลยหยิบยกเหล่าตัวร้ายที่ถูกพูดถึงใน ‘BEASTBUSTERS บทจะร้ายก็ร้าย’ มาเล่าเป็นเกร็ดสนุกๆ ให้ทุกคนฟังกันซะหน่อย จะได้รู้ว่ากว่าจะร้ายได้ขนาดนี้ ไอคอนิกได้เบอร์นี้ มีกระบวนการสร้างตัวละครอย่างไรบ้าง ไม่แน่ว่าหนึ่งในนั้นอาจมีตัวละครที่คุณชอบอยู่ก็ได้นะ กดดูที่รูปได้เลย 🎬
ส่วนใครที่อ่านโพสต์นี้จบแล้วโดนเส้น เห็นภาพตัวละครแล้วโดนใจ ขอชวนไปอ่านต่อแบบเต็มๆ ใน ‘BEASTBUSTERS บทจะร้ายก็ร้าย’ 20 บทความอ่านสนุกที่รวบรวมคำบอกเล่าจากนักเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงที่จะพาไปติดตามกระบวนการสร้างตัวละคร ‘ตัวร้าย’ ถ่ายทอดด้วยมุมมองคนรักหนังอย่าง ‘ทานเกวียน ชูสง่า’ ผู้เขียน ‘SCRIPT INTRO หนังสือเล่มนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของบทภาพยนตร์’ แวะมาช้อปพร้อมกันครั้งแรกได้ที่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ บูธ L49 นะ 🧡🐟

Character: Travis Bickle / Movie: Taxi Driver (1976) / Written by: Paul Schrader
บางทีความเจ็บปวดของผู้เขียน ก็เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการรังสรรค์ตัวละครตัวหนึ่งออกมา
เช่นเดียวกับ ‘พอล ชเรเดอร์’ (Paul Schrader) นักเขียนหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรง แต่ดันโชคร้ายเพราะเพิ่งโดนถูกบอกเลิกจ้างงาน ส่วนพาร์ตความสัมพันธ์ก็ซึมไม่แพ้กัน เพราะช่วงนั้นเขากำลังอยู่ในกระบวนการหย่าร้างกับภรรยาเก่า
เมื่อสภาพจิตใจของชเรเดอร์ตกต่ำถึงขึดสุด เขาจึงใช้เวลาไปกับการขับรถตระเวนทั่วแอลเออย่างไร้จุดหมาย แวะเข้าบาร์บ้าง เข้าโรงภาพยนตร์บ้าง จนสุดท้ายเขาป่วยหนักและถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน
“นั่นเป็นจุดที่ผมคิดได้ว่าตัวเองเปรียบเสมือนคนขับแท็กซี่ที่อาศัยอยู่ในโลงศพที่ทำจากโลหะ ล่องลอยไปทั่วเมือง คล้ายว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่แท้จริงแล้วกลับโดดเดี่ยวลำพังโดยสิ้นเชิง’
เมื่อชเรเดอร์ตกตะกอนความทุกข์และความเศร้าหมองของตนเองได้ นั่นจึงกลายเป็นที่มาของตัวละคร ‘ทราวิส บิกเคิล’ (Travis Bickle) จาก ‘Taxi Driver’ อดีตทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนามที่มีภาวะแปลกแยกจากคนรอบข้าง และยังเผชิญอาการนอนไม่หลับอย่างรุนแรง เขาจึงเลือกประกอบอาชีพเป็นคนขับแท็กซี่กะดึก
แต่ชีวิตของบิกเคิลมันไม่ได้เนิบเชิบเพียงแค่นั้น เพราะในภาพยนตร์ดันมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่ได้ขาวสะอาดสักทีเดียว ซึ่งจะเป็นอย่างไร เราแนะนำให้ไปตามอ่านต่อในเล่มนะ!

Character: Regina George / Movie: Mean Girls (2004) / Written by: Tina Fey
ก่อนจะนิ่ง พี่ก็กลิ้งมาก่อน
‘ทินา เฟย์’ (Tina Fey) ผู้เขียนบทเรื่อง ‘Mean Girls’ ไม่ได้กล่าว แต่เธอเล่าไว้ว่าส่วนหนึ่งของตัวละคร ‘เรจินา จอร์จ’ (Regina George) ก็มาจากเศษเสี้ยวในอดีตของเธอ
แรกเริ่มเดิมที เฟย์ได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนภาพยนตร์เรื่องนี้จากหนังสือชื่อว่า ‘Queen Bees and Wannabes’ น็อนฟิกชันว่าด้วยการทำความเข้าใจวัยรุ่นผู้หญิง และแม้หนังสือเล่มนี้จะถูกเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เฟย์กลับเล็งเห็นถึงแง่มุมที่ตลกขบขัน เธอจึงตัดสินใจนำเนื้อหาในเล่มมาต่อยอดเป็นภาพยนตร์
การคลุกคลีกับบทภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เฟย์ได้นึกย้อนไปถึงสมัยวัยรุ่น เธอเล่าเพิ่มเติมว่าหากจะต้องนิยามตัวตนของเธอเป็นหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งในโรงเรียน เธอก็จะอยู่ในจำพวก Mean Girls อย่างไม่ต้องสงสัย
เธอเป็นเด็กวัยรุ่นที่ร้ายกาจ ไม่เพียงแต่เยาะเย้ยหรือรังแกคนอื่น แต่ยังแสบถึงขั้นที่โทรหาผู้ปกครองเพื่อกุเรื่อง เช่น ปลอมตัวเป็นแพทย์ที่โทรมาแจ้งผลการตรวจครรภ์ ซึ่งวีรกรรมนี้ เรจินา จอร์จ ก็ทำให้เห็นในภาพยนตร์เช่นเดียวกัน!
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เฟย์ก็โตขึ้น และเข้าใจถึงเหตุและผลของการกระทำของตัวเอง อีกทั้งยังมองว่าความร้ายกาจของสังคมวัยรุ่นหญิงมีแง่มุมให้ตีแผ่มากมาย จึงได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ในตำนานแบบที่เรายังคงพูดถึงกันจนทุกวันนี้

Character: Lord Voldemort / Movie: Harry Potter Saga (2001-2011) / Written by: J.K. Rowling (Novel Writer), Steve Kloves (Script Writer)
การจะสร้างตัวละครวายร้ายมีอยู่หลากหลายวิธี บางทีก็เริ่มสร้างจากรูปลักษณ์อันน่ากลัวหรือนิสัยอันเหี้ยมโหด ไปจนถึงความลึกลับที่เข้าถึงไม่ได้ แต่สิ่งที่ภาพยนตร์ในตำนานอย่าง ‘Harry Potter’ ใช้นั้น กลับเป็นวิธีการไม่เอ่ยนามของตัวละครนี้ออกมาตรงๆ และหลบเลี่ยงไปใช้วลี ‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’ แทน
‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’ หรือ ‘ลอร์ดโวลเดอมอร์’ คือพ่อมดชั่วร้าย มีพลังอำนาจสูงระดับที่ยากจะหาใครมาต่อกร และหลายครั้งโวลเดอมอร์ยังกลับสนุกเพลิดเพลินไปกับการทรมานเหยื่อ
‘เรล์ฟ ไฟน์ส’ (Ralph Fiennes) นักแสดงมากฝีมือที่ถ่ายทอดบทบาทนี้ เล่าเสริมว่าตอนแรกเขาคิดจะปฏิเสธบทดังกล่าว เพราะไม่เคยอ่านหนังสือของโรว์ลิงมาก่อน อีกทั้งไม่ค่อยสนใจภาพยนตร์แนวแฟนตาซี จนกระทั่งไฟน์สเล่าเรื่องนี้ให้น้องสาวฟัง แล้วน้องสาวก็คะยั้นคะยอให้เขาตอบตกลงทันที เพราะเธอบอกว่านิยายชุดนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก
ไฟน์สตอบตกลงตามคำขอของน้องสาว และเริ่มตีความตัวละครตามแบบฉบับของเขา
แม้ตัวละครจะชั่วช้าสามานย์เพียงใด แต่สำหรับนักแสดงแล้ว เขาต้องทำความเข้าใจมันอย่างไม่พิพากษา เช่นเดียวกับไฟน์สที่พยายามทำความเข้าใจโวลเดอมอร์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เขามองเห็นความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว เพราะโวลเดอมอร์ไม่เคยรู้จักความรัก แม้แต่ชีวิตของเขาก็มิได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรัก หากเป็นฤทธิ์ของยาเสน่ห์ที่แม่ใช้ล่อลวงพ่อให้มาติดกับ
“มันเป็นบทที่น่ากลัวนะ แต่ขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับอิสระ เพราะผมจะเล่นอย่างไรก็ได้” จากที่เคยตั้งท่าว่าจะปัดบทบาทนี้ใปในทีแรก ตัวละครโวลเดอมอร์กลับกลายเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสำหรับไฟน์สไปในที่สุด

Character: Amy Dunne / Movie: Gone Girl (2014)/ Written by: Gillian Flynn
“ฉันอยากสร้างตัวร้ายผู้หญิงที่ทำให้คุณลืมไม่ลง”
ภาพยนตร์เรื่อง ‘Gone Girl’ เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อดังของ ‘กิลเลียน ฟลินน์’ (Gillian Flynn) นักเขียนชาวอเมริกัน เธอรู้สึกว่าตัวละครผู้หญิงที่มีด้านมืดในโลกวรรณกรรมยังไม่ถูกอกถูกใจเธอเท่าไหร่นัก
เหตุนี้ ‘เอมี ดันน์’ (Amy Dunne) จึงถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งความน่ากลัวของตัวละครนี้ไม่ใช่พละกำลังมหาศาล แต่คือความเฉลียวฉลาดในการวางแผนอย่างซับซ้อนแยบยล
ด้วยความที่ ‘Gone Girl’ เป็นนิยายยอดนิยมจึงทำให้แฟนๆ นิยายพากันคาดเดาว่าใครจะมารับบทบาทเอมี ดันน์ไปได้ จนสุดท้าย ‘เดวิด ฟินเชอร์’ (David Fincher) ผู้กำกับของเรื่องนี้ ก็เลือก ‘โรซามุนด์ ไพก์’ (Rosamund Pike) ซึ่งเป็นม้านอกสายตาของผู้คนมารับบทบาทนี้ไป
ไพก์วนเวียนกับการรับบทสมทบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อจังหวะเวลาที่เหมาะสมมาถึง เธอก็ทำหน้าที่เป็น เอมี ดันน์ ได้เหมาะสมกว่าใคร
เธอทุ่มเทถึงขนาดที่ว่าตั้งใจออกแบบลายมือของตัวละคร เลือกเขียนตัวอักษร A ในชื่อ Amy ให้มีลักษณะตวัดเป็นเส้นโค้งคล้ายกรงเล็บ หลังจากศึกษาศาสตร์การวิเคราะห์ลายมือจนพบข้อมูลว่าลายมือแบบนี้อาจบ่งชี้ถึงบุคลิกภาพของคนที่มีแนวโน้มสะสมความโกรธไว้ตั้งแต่เด็ก
แม้ระยะเวลาการถ่ายทำของ ‘Gone Girl’ จะลากยาวเกือบสี่เดือน จนทำให้ไพก์ออกปากว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เหนื่อยล้าที่สุด แต่เธอก็ยอมรับว่าผลลัพธ์ที่ออกมามันคุ้มค่ากับทุกอย่างที่เธอทุ่มเทลงไป

Character: Joker / Movie: The Dark Knight (2008) / Written by: Christopher Nolan
โจ๊กเกอร์เป็นตัวละครที่ปรากฏครั้งแรกในหนังสือการ์ตูน ‘Batman’ ฉบับที่ 1 ในปี 1940 ซึ่งภาพจำที่ทุกคนนึกถึงคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากใบหน้าสีขาว ผมสีเขียว และรอยยิ้มกว้างทว่าแฝงไปด้วยความน่ากลัว
แม้ตัวละครโจ๊กเกอร์จะถูกทำออกมาหลากหลายเวอร์ชัน แต่เราเชื่อว่าหนึ่งในเวอร์ชันที่น่าจดจำจะต้องมีเวอร์ชันที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง ‘The Dark Knight’ ของผู้กำกับมากฝีมืออย่าง ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ (Christopher Nolan) แน่นอน
โจ๊กเกอร์ในเวอร์ชันนี้รับบทโดย ‘ฮีธ เลดเจอร์’ (Heath Ledger) นักแสดงหนุ่มชาวออสเตรเลียที่กำลังมาแรงในยุคนั้น มีผลงานดังๆ อย่าง ‘10 Things I Hate About You’ ‘Brokeback Mountain’ และอีกมากมายหลายเรื่อง
ย้อนกลับไปวันนั้น หลังจากที่เลดเจอร์รู้ว่าตัวเองจะต้องรับบทโจ๊กเกอร์ เขาก็ตั้งอกตั้งใจเตรียมตัวด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้องพักโรงแรมที่ลอนดอนนานนับเดือน ใช้เวลาไปกับการเขียนข้อความ ลองวาดรูปเพื่อทำความเข้าใจตัวละคร นอกจากนั้นยังลองพูดเสียงแหลมเล็กๆ และหัวเราะออกมาหลายๆ แบบเพื่อค้นหาเสียงที่เหมาะสม
ซึ่งความทุ่มเทของเลดเจอร์ก็เป็นผล การแสดงของเขาโดดเด่นมากถึงขนาดว่านักแสดงที่เข้าฉากด้วยกันยังลืมไดอะล็อกของตัวเองเสียไปดื้อๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโจ๊กเกอร์เป็นครั้งแรก
ทว่าไม่กี่เดือนหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ปิดกล้อง เลดเจอร์ก็ได้จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น
ในช่วงเวลาถ่ายทำ เลดเจอร์ประสบภาวะนอนไม่หลับเรื้อรังมาตลอด อีกทั้งยังมีปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับภรรยา แต่ถึงชีวิตส่วนตัวจะพังทลาย เขาก็ยังคงความเป็นมืออาชีพในกองถ่ายเสมอ
แม้เลดเจอร์จะจากโลกนี้ไปแล้วหลายปี แต่เรื่องราวของเขาก็ยังถูกเล่าขาน และโจ๊กเกอร์ในเวอร์ชันของเขาก็ยังคงเป็นตำนานที่ทำให้คนในวงการภาพยนตร์ยกย่องเสมอ

Character: Darth Vader / Movie: Star Wars Trilogy (1977-1983) / Written by: George Lucas
รู้หรือไม่! ตัวร้ายในตำนานอย่าง ‘ดาร์ธ เวเดอร์’ (Darth Vader) ต้องใช้นักแสดงถึงสองคนและนักพากย์เสียงอีกหนึ่งคนในการประกอบร่างให้เป็นตัวละครนี้ขึ้นมา
คนที่หนึ่งคือ ‘เดวิด พราวส์’ (David Prowse) นักยกน้ำหนักชาวอังกฤษที่ผันตัวมาเป็นนักแสดง พราวส์ถูก ‘จอร์จ ลูคัส’ (George Lucas) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ทาบทามให้ออดิชันถึงสองตัวละครด้วยกัน โดยตัวละครแรกคือชิวแบ็กกา ตัวละครฝ่ายดี ภายนอกคล้ายลิงกอริลลา ส่วนตัวละครที่สองคือตัวร้ายอย่างดาร์ธ เวเดอร์
พราวส์ตั้งใจเลือกดาร์ธ เวเดอร์ เพราะมองว่าตัวร้ายมักจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของภาพยนตร์ (และอีกเหตุผลหนึ่งคือไม่อยากสวมชุดพะรุงพะรัง) แต่พอถึงวันเปิดกล้อง เขาก็พบว่าเขาต้องใส่ทั้งชุดและหน้ากากตลอดเวลาที่ปรากฏตัว นั่นทำให้ทุกครั้งที่พราวส์เปล่งเสียงพูดไดอะล็อก เสียงก็จะไม่เข้าไมค์อยู่ดี
จึงนำมาสู่การต้องใช้นักพากย์เสียงอย่าง ‘เจมส์ เอิร์ล โจนส์’ (James Earl Jones) นักแสดงที่มีเสียงทุ้มต่ำและมีภาวะติดอ่างร่วมด้วย แต่ลูคัสกลับมองว่านั่นคือสิ่งที่เขากำลังตามหา เพราะมันทำให้ดาร์ธ เวเดอร์ดูน่ากลัวและน่าเกรงขามกว่าเดิม
แต่ทำไมพราวส์ถึงไม่ได้แสดงเป็นดาร์ธ เวเดอร์จนจบล่ะ?
ส่วนหนึ่งก็เพราะนิสัยส่วนตัวของเขา พราวส์มักเผลอสปอยล์ส่วนสำคัญของภาพยนตร์โดยไม่ได้ตั้งใจให้กับผู้สื่อข่าว จนถึงขั้นที่ลูคัสต้องให้ไดอะล็อกปลอมๆ กับพราวส์ และมีอยู่ครั้งหนึ่งพราวส์หลุดพูดส่วนสำคัญจนลูคัสโกรธถึงขั้นที่ไม่ยอมพูดกับพราวส์อีกเลย
เมื่อลูคัสตัดสินใจสร้าง ‘Star Wars’ ภาคสาม เขาจึงตัดสินใจให้ ‘บ๊อบ แอนเดอร์สัน’ (Bob Anderson) นักกีฬาฟันดาบทีมชาติที่เคยเข้ามาถ่ายทำแทนในฉากดวลไม่กี่ฉากในภาคก่อนๆ มาเป็นคนรับบทบาทนี้แทนแบบเต็มตัว
ถึงแม้พราวส์จะไม่พอใจที่ถูกช่วงชิงบทบาท แต่เขาก็ไม่ได้โกรธแค้นใครเป็นการส่วนตัว ในขณะเดียวกันเขาก็ยังรู้สึกขอบคุณลูคัสเสมอที่เลือกให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในจักรวาลตำนานอย่าง ‘Star Wars’