“ฤดูกาลที่ชอบที่สุดคือฤดูไหน”
“ฤดูรางวัล (Awards Season) ยังไงล่ะ!”
‘มอยรา โรส’ ตัวละครจากซิตคอมเรื่อง ‘Schitt’s Creek’ เคยพูดไว้อย่างนั้น ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเป็นคำพูดแทนใจคอหนังหลายคน
ตั้งแต่ออสการ์ประกาศผู้เข้าชิงเมื่อสัปดาห์ก่อน เพจหนังและซีเนไฟล์ตัวน้อยก็เก็งผลรางวัลกันรัวๆ โดยเฉพาะหมวดหนังยอดเยี่ยมหรือ Best Picture ที่ต่างคนต่างเชียร์เรื่องที่ชอบกัน ชาวแซลมอนบุ๊กส์ก็ไม่พลาดขอถือโอกาสเชียร์ด้วย แต่ว่ากันตามตรง เราไม่ได้เชียร์เรื่องไหนเป็นพิเศษ (อ้าว) เลยขอใช้โอกาสนี้แนะนำหนังสือที่ไวบ์เดียวกับผู้เข้าชิงแต่ละเรื่องแทน เผื่อว่าใครยังอินกับหนังก็ไปอ่านกันต่อ หรือถ้าใครอ่านแล้วอยากดูหนังที่เล่าเรื่องคล้ายๆ กันก็ลุยโลดจ้า
ป.ล. ที่ยกตัวอย่างมานี้ยังไม่หมดนะ ผู้ท้าชิงที่น่าสนใจยังมีหนังแข่งรถสุดมันอย่าง ‘F1’ มี ‘The Secret Agent’ หนังสายลับที่เขาว่ากันว่าเป็นม้ามืด หนังครอบครัวเรียกน้ำตาอย่าง ‘Sentimental Value’ และ ‘Train Dreams’ หนังดราม่าสร้างจากนิยายรางวัล ใครสนใจเรื่องไหนก็เลือกจิ้มดูกันบนสตรีมมิงและโรงภาพยนตร์ได้เลย

ไม่ว่าจะเคยอ่านวรรณกรรมโกธิกคลาสสิกของ ‘แมรี เชลลีย์’ (Mary Shelley) หรือไม่ แต่เราต่างก็รู้จัก ‘แฟรงเกนสไตน์’ ในฐานะสัตว์ประหลาดที่มีชีวิตขึ้นจากการตัดต่อซากศพ ซึ่งใน ‘Frankenstein’ ฉบับหนังปี 2025 ‘กิเยร์โม เดล โทโร’ (Guillermo del Toro) ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อหนังอสรุกายแห่งยุคยังคงเค้าโครงเรื่องเดิมไว้ เพียงแต่สิ่งที่ทำให้แฟรงเกนสไตน์ฉบับนี้แตกต่างจากเวอร์ชันก่อนๆ คือการตีความว่าแฟรงเกนสไตน์เป็นเหมือนเด็กทารกที่ไร้เดียงสา มีหัวจิตหัวใจมากกว่าจะเป็นอสุรกายใจทมิฬ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฟรงเกนสไตน์ถูกหยิบมาสร้างสรรค์และตีความใหม่ เพราะใน ‘CLEOPATRA AND FRANKENSTEIN คลีโอพัตรากับแฟรงเกนสไตน์’ นิยายโดย ‘โคโค เมลเลอร์ส’ (Coco Mellors) ที่บอกเล่าความสัมพันธ์ของ ‘คลีโอ’ จิตรกรสาววัยยี่สิบต้นๆ และ ‘แฟรงก์’ ครีเอทีฟโฆษณาที่อายุมากกว่าเธอเท่าตัวก็มีอุปนิสัยบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงแฟรงเกนสไตน์
ภายนอกเขาอาจดูเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบและขุมพลังบวก แต่ใครจะรู้ล่ะว่าเมื่อเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่จริงจัง คนที่เคยน่ารักจะนำพาโมเมนต์ที่น่ากุมหัวมาให้เรา

เคยไหม ดูกีฬาแล้วเห็นนักกีฬาที่เก่งมากๆ สักคนแล้วนึกสงสัยว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้เขาผ่านต้องอะไรมาบ้าง?
ถ้าคุณตอบว่าใช่ เราอยากเชียร์ให้ดู ‘Marty Supreme’ และอ่าน ‘MATCH POINT เรื่องราวกีฬาที่มากกว่าผลการแข่งขัน’
เรื่องแรกคือหนังของ ‘จอช ซาฟดี’ (Josh Safdie) ผู้กำกับหนังสุดเดือดอย่าง ‘Good Time’ คราวนี้เขากลับมาพร้อมกับ ‘ทิโมธี ชาลาเมต์’ (Timothée Chalamet) เปลี่ยนนักแสดงหนุ่มดาวรุ่งให้เป็น ‘มาร์ตี เมาเซอร์’ ชายหนุ่มผู้มีความฝันอยากเป็นนักตีปิงปองระดับโลก เลยหาทุนจากสนามตีปิงปองใต้ดิน โปรยเสน่ห์ของตัวเองกับดาราดัง และทำทุกวิถีทางเพื่อไต่เต้าสู่จุดสูงสุด
ส่วนเล่มหลังคือหนังสือของ loupe editions สำนักพิมพ์เพื่อนบ้าน เรียบเรียงโดยทีม ‘MAIN STAND’ เว็บไซต์กีฬาชื่อดัง เล่า 25 เรื่องราวของเหล่านักกีฬาที่มีเส้นทางชีวิตที่น่าเชียร์ไม่แพ้การแข่งขันในสนาม ซึ่งหลายครั้งการทำคะแนนได้ก็อาศัยมากกว่าการฝึกฝนอันโหดสัด แต่ทุกเรื่องราวในชีวิตล้วนหล่อหลอมให้พวกเขาไปยืนอยู่ในจุดสูงสุดไม่ต่างกัน

‘Hamnet’ ของ ‘โคลอี จาว’ (Chloé Zhao) ดัดแปลงมาจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในชื่อเดียวกันของ ‘แมกกี โอ’ฟาร์เรล’ (Maggie O’Farrell) เล่าเรื่องราวภายในครอบครัวของ ‘วิลเลียม เชกสเปียร์’ นักเขียนชื่อก้องโลกและ ‘แอญเนส’ ภรรยาผู้ต้องเผชิญกับการสูญเสีย ‘แฮมเนต’ ลูกชายวัย 11 ปี จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เชกสเปียร์แต่งบทละครเรื่อง ‘Hamlet’
ใครเป็นสายวรรณกรรมคลาสสิกหรือชอบอ่านงานเชกสเปียร์เป็นทุนเดิมน่าจะชอบ ‘Hamnet’ ได้ไม่ยาก แล้วรู้ไหมว่าน่าจะชอบอะไรได้ไม่ยากเหมือนกัน คำตอบก็คือ ‘BONSAI ต้นร้างรัก คนรักร้าง’ หนังสือของ ‘อาเลคานโดร ซัมบรา’ (Alejandro Zambra) ไงล่ะ
ไม่ใช่ว่าเพราะเล่าเรื่องราวการสูญเสียเหมือนใน ‘Hamnet’ หรอก แต่เพราะนิยายจากชิลีเล่มนี้เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาวผู้หลงใหลในวรรณกรรมคลาสสิกของนักเขียนระดับโลกเหมือนกัน แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือพวกเขาไม่ได้อ่านมันจริงๆ และไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยซ้ำ
ความสัมพันธ์ของคู่รักนักอ่านที่ทำทรงอ่านวรรณกรรมไปวันๆ จะจบแบบไหน เชิญพิสูจน์ได้ในเล่มนี้เลยจ้า

ในยุค ‘จิม โครว์’ (Jim Crow) ช่วงปี 1930s ที่ในอเมริกายังมีการเหยียดคนดำได้อย่างถูกกฎหมาย ‘Sinners’ เล่าเรื่องราวของคู่แฝด ‘สโมก’ และ ‘สแต็ก’ ที่พยายามจะเปิดคลับเล่นดนตรีที่คนดำมารวมตัวกันได้อย่างอิสระ แล้วจู่ๆ ในคืนหนึ่งก็มีนักดนตรีผิวขาวปริศนามาเยือน พวกเขาร้องเล่นเต้นระบำเพลงของคนขาวหน้าคลับคนดำ ก่อนที่ไม่นานจะเปิดเผยตัวว่าเป็นแวมไพร์ที่จะทำมาทำลายคลับและวัฒนธรรมของคนอีกสีผิวให้สิ้นซาก
ถ้าคุณเลิฟหนังของ ‘ไรอัน คูเกลอร์’ (Ryan Cougler) เรื่องนี้ ชอบตำนานปรัมปราและเสพเรื่องเล่าวัฒนธรรม ขอผายมือมาที่ ‘MYTH UNIVERSE: MYTH STORIES ตำนานเหนือมนุษย์มานาน’ หนังสือที่พาไปสำรวจที่มาที่ไปของตำนานอันคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ สิ่งของ หรือเรื่องเล่าที่มีต้นธารซึ่งเรานึกไม่ถึง เช่น ของกินอย่างหมั่นโถวเกี่ยวข้องกับ ‘สามก๊ก’ พระพุทธเจ้าไม่ได้มีองค์เดียว หรือวงการพุทธก็มีแก๊งพระเกเรเหมือนกัน โดยเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรและมีอารมณ์ขันตามแบบฉบับของ ‘โจ้บองโก้’ โฮสต์รายการ ‘Myth Universe’ และ Station Director ของ Salmon Podcast

ไม่ใช่มนุษย์และตัวตนอื่นๆ
ไม่ๆ เราไม่ได้พูดถึงชื่อไทยของ ‘DIVINE BEING’ เพราะจะขายหนังสือกันโต้งๆ (จริงๆ ก็แอบเป็นงั้น อิอิ) แต่เรากำลังพูดถึงพล็อตของ ‘Bugonia’ หนังของ ‘ยอร์กอส ลานธิมอส’ (Yorgos Lanthimos) ที่เล่าเรื่องราวของชายเลี้ยงผึ้งสองคนที่สงสัยว่าซีอีโอสาวของบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นมนุษย์ต่างดาวที่ปลอมตัวมาเป็นมนุษย์เพื่อทดลองอะไรบางอย่างบนโลก จนเกิดเป็นภารกิจลักพาตัวเธอมาสอบสวน คาดคั้น แต่ไม่ว่าทรมานยังไง เธอก็ยังยืนยันว่าฉันเป็นมนุษย์ (โว้ยยยน) ทำให้คนดูอย่างเราตั้งคำถามอยู่ตลอดเรื่องว่าจริงๆ แล้วชีเป็นเอเลียนจริงไหม หรือไอ้คนเลี้ยงผึ้งเพ้อเจ้อไปเอง
แน่นอนว่าดูเรื่องนี้แล้วเราอดไม่ได้ที่จะนึกถึง ‘DIVINE BEING ไม่ใช่มนุษย์ และตัวตนอื่นๆ‘ (นี่แหละ จังหวะขายจริงๆ แล้ว) เพราะหนังสือรวมเรื่องสั้นแนวไซไฟของ ‘จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท’ เล่มนี้พาไปสำรวจสิ่งมีชีวิตที่ทำให้ตั้งคำถามว่าเป็นมนุษย์จริงไหม เหมือนจะเป็นมนุษย์แต่ไม่ใช่ (เอ๊ะ หรือใช่) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเวลาที่พิกลพิลึก

ถ้าจะมีหนังเรื่องไหนเป็น (หนึ่งใน) ตัวเต็งจากทุกสถาบัน หนังของ ‘พอล โธมัส แอนเดอร์สัน’ (Paul Thomas Anderson) เรื่องนี้แหละที่ทุกคนบอกว่ามงใหญ่แน่! เพราะทั้งตลก ตื่นเต้น เร้าใจ และคนที่ดูแล้วคงรู้ว่า ‘One Battle After Another’ เล่าเรื่องหลายเลเยอร์ มีทั้งประเด็นแก๊งศาลเตี้ย อภิสิทธิ์คนขาว และความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก
ใครที่อินประเด็นหลังสุด อยากเสพเรื่องตื่นเต้นๆ ประมาณนี้ต่อ เราขอแนะนำ ‘BASED ON TRUE (CRIME) STORIES ข่าวร้ายกลายเป็นคดี’ โดย ‘ณัฐกมล ไชยสุวรรณ’ หนังสือที่คัดสรรเหตุการณ์ในคดีอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคดีเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่โดนสตอล์กเกอร์จนพ่อต้องไปแจ้งตำรวจ คล้ายๆ เรื่องราวของพ่อที่ต้องปกป้องลูกใน ‘One Battle After Another’ เหมือนกัน
แอบกระซิบว่านอกจากผู้เขียนจะเล่าคดีได้อย่างออกรสออกชาติแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังพาไปฟังคำบอกเล่าจากหลากหลายมุม เพื่อให้เราได้รู้ว่า ในคดีคดีหนึ่งมีปัจจัยรายล้อมมากมายที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้