Skip to content

SAVE AND SOUND FROM HIMALAYAS

หลังพกหูฟังไปเป็นหมออาสาบนเทือกเขาหิมาลัยและฝากเรื่องเล่าเอาไว้ใน ‘หิมาลัยต้องใช้หูฟัง’ ห้าปีให้หลังแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้ทำงานแบบฟรีแลนซ์นามว่า ‘คัมภีร์ สรวมศิริ’ ก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางสู่หิมาลัยอีกครั้ง และกลายเป็นบันทึกประสบการณ์เล่มล่าสุดอย่าง ‘หิมาลัยต้องกลับไปฟัง

 

แม้ยังเป็นค่ายอาสาในโครงการ Himalayan Health Exchange เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือรอบนี้เป็นคนไข้ใหม่ และแก๊งแพทย์ร่วมทีมใหม่ นั่นทำให้การพกหูฟังไปออกตรวจตามหมู่บ้าน แวะเดินเล่นบ้าง ปฏิสัมพันธ์กับชาวค่ายบ้าง และเจอสถานการณ์ใหม่ๆ ครั้งนี้ กลับทำให้เขาได้ฟังเสียงหัวใจตัวเองมากกว่าเคย เราเลยมาพาคุณไปฟังเสียงของคัมภีร์ที่เขาบันทึกไว้ระหว่างการกลับไปมองภูเขา ตรวจสุขภาพผู้คน จนตอบคำถามชีวิตตัวเองชัดเจนขึ้นกัน

 

 

“เหมือนเป็ดอะน้อง บินก็ได้ ว่ายน้ำก็ได้ เดินก็ได้ แต่ไม่เก่งเลยสักอย่าง” คำกล่าวหยอกล้อที่ได้ยินจากรุ่นพี่สาขาอื่นสมัยเรียนปีแรกเคยทำให้ผมไม่พอใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมพบว่าการรู้กว้างไม่ใช่ข้อเสีย มันทำให้เรามองไกลไปถึงความเป็นไปได้ที่หลากหลาย ทำให้เราดูแลผู้ป่วยที่มาตรวจด้วยโรค ‘อะไรก็ได้’ ในห้องฉุกเฉินได้อย่างครอบคลุม

 

เมื่อจบการเรียนสามปีแล้ว ผมพบว่าทุกสาขาเฉพาะทางมีความ ‘เฉพาะ’ ในตัวของมัน หมออีอาร์ที่ว่ารู้กว้าง ในที่สุดแล้วก็ยังต้องเรียนเกี่ยวกับการจัดการ เมื่อเกิดอุบัติภัยหมู่ หรือการดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลอย่างลึกซึ้ง ไม่มีแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นอีกแล้วที่เรียนเรื่องนี้ แถมจบไปยังต้องไปเป็นอาจารย์ให้พยาบาล เวชกิจฉุกเฉิน แล้วก็กู้ภัยอีกต่างหาก

 

เป็นเป็ดก็จริง แต่ก็เป็นเป็ดในแบบของตัวเอง

 

 

“มีคนบอกว่าหมอเป็นสิ่งมีชีวิตที่อีโก้สูงลิ่ว เสียอะไรก็ไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้ ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผมโกรธที่โดนพูดแบบนั้นด้วย แต่ประสบการณ์สอนว่าการปะทะไม่ใช่คำตอบ เถียงไปก็ไม่ได้อะไร การแก้ไขที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น คือนิ่งเงียบ แล้วถอยออกมา

 

ผมก็มีอีโก้เหมือนกัน แค่เรามีวิธีการแสดงออกที่แตกต่างกัน 

 

ผมกลับมาถึงห้องพักด้วยอารมณ์ที่ไม่ผ่องใส อยากบ่นให้ใครสักคนฟังใจจะขาด”

 

 

“เราตั้งความหวังสูงไปไหม ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ผมเขียนคำถามทิ้งไว้บนหน้ากระดาษ เร่งเสียงเพลงในหูฟังให้ดังขึ้นอีกนิด แต่ก็เขียนต่อไปว่าระยะเวลาเพียงไม่กี่วันคงไม่อาจตัดสินใครได้ และเราก็คงไม่อยากให้ใครมาตัดสินเราในเวลาเพียงไม่กี่วันเช่นเดียวกัน

 

คนบางคน ของบางอย่าง อาจเหมือนเพลงบางเพลงที่เราไม่เคยฟัง เราอาจเติบโตมาในโลกที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เหมือนเคย์ที่ทั้งชีวิตมีแต่เพลงนมัสการพระเจ้า

 

แค่ต้องลองเปิดใจฟัง เปิดใจทำความรู้จักกันดู เพลงบางเพลงฟังครั้งแรกอาจแปร่งหู ไม่ถูกใจ ฟังซ้ำไปอาจจะถูกจริตขึ้นมาก็ได้”

 

 

““เจ้านายให้ถุงเท้าด๊อบบี้ ด๊อบบี้เป็นอิสระ!” ผมทำเสียงสองเป็นด๊อบบี้ ตัวละครจาก Harry Potter เมื่อรู้ว่าวัดและชุมชนชาวทิเบตที่เรากำลังจะไปออกตรวจวันนี้ชื่อโธบี (Dhobi) แดเนียลทำหน้าเฉยชากับมุกเนิร์ดๆ แบบนี้ ในขณะที่รีเบกก้าขำไหล่สั่นแล้วหันมาบอกว่า “ฉันก็กำลังจะพูดแบบเดียวกันเลย!”

 

น้ำตาจะไหล เจอแล้วนี่ไงเนิร์ดพวกเดียวกัน!”

 

 

“การมาออกค่ายครั้งนี้สอนให้ผมรู้ว่าคนเราแตกต่างกัน เราไม่มีสิทธิไปตัดสินใครด้วย เพราะเราไม่รู้เหตุผลหรือที่มาที่ไปในการกระทำของเขา การทำความรู้จักใครสักคนต้องใช้เวลา คนที่เราไม่ชอบขี้หน้าตั้งแต่ครั้งแรกอาจกลายมาเป็นคนที่เรารู้สึก ‘เฉยๆ’ หรือพัฒนากลายไปเป็นคนที่เราสนิทใจที่สุดก็ได้

 

คาดหวังมากก็ผิดหวังมาก ผมคงลืมไปว่าความสุขเกิดขึ้นได้กับสิ่งเล็กๆ—รอยยิ้มใสซื่อของเด็กสักคน เพลงเพราะๆ สักเพลง หรือไม่ก็วิวสวยๆ ข้างทางสักที่ เราไม่จำเป็นต้องมีโมเมนต์ดีๆ ตลอดเวลาก็ได้”

 

 

“ผลงาน ความสุข หรือความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องวัดออกมาให้ได้เป็นตัวเลข การที่คนอื่นมีความสุขไม่ได้แปลว่าเราไม่มี และเราสามารถยินดีกับความสำเร็จของคนอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีในสิ่งเดียวกัน

 

ความสุขเกิดขึ้นด้วยตัวเรา และจะอยู่กับตัวเรา

 

จะวันนี้หรืออีกห้าปีถัดไปก็คงไม่ต่างกัน”

 

ส่วนใครอยากจะขึ้นเขา ลงเขา (และคิดถึงเขา) ด้วยกันเต็มๆ กดตรงนี้เลย