Skip to content

ลองเปิดตา ลองเปิดหู LONG LONG WAY

“…การพบเจอสถานที่แปลกใหม่ส่งผลต่อมุมมองของเราได้โดยตรง สิ่งที่ไม่คุ้นเคยจะปรากฏชัดในการรับรู้ของเรา และเมื่อเรากลับมายังจุดตั้งต้น ก็อาจเห็นสิ่งที่เราเคยคุ้นชินในมุมที่ต่างไปจากเดิม...”

และนี่เป็นภาพส่วนหนึ่งของการเปิดหูเปิดตาจากทริป 7 ประเทศในยุโรปของ ‘ศรภัทร ภัทราคร’ อดีตนักเรียนสถาปัตยกรรมเจ้าของผลงาน ‘LONG LONG WAY’ บันทึกการเดินทางไกลในระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน เพื่อสำรวจพื้นที่และผู้คนสำหรับชีวิตในอนาคต

 

 

‘ปารีส’ มหานครที่ใครต่อใครยกให้เป็นเมืองสวยรวยโรแมนติก สำหรับสายตานักเรียนสถาปัตย์ ศรมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการออกแบบพื้นที่เมืองและการบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารที่เข้มงวด มีการกำหนดรายละเอียดที่รัดกุมตั้งแต่เรื่องความสูงของอาคาร ระยะถอยร่นจากทางสาธารณะ จนถึงระยะต่างๆ บนรูปด้านอาคาร จนสามารถแน่ใจได้ว่าอาคารจะออกมากลมกลืนกันโดยไม่ทำให้เสียภาพลักษณ์ของเมือง เป็นเหมือนตัวต่อคนละยี่ห้อที่มาประกอบกัน นอกจากนี้ ศรยังพาไปตามรอยหนัง ‘Before Sunset’ เดินเตร่ในเมืองโรแมนติก พร้อมๆ กับสอดส่องรูปแบบเมืองไปในตัวด้วย

“ปารีสเป็นเมืองที่มีรูปแบบชัดเจน แต่ก็แสดงออกถึงความหลากหลาย ถ้าเปรียบเป็นคนก็อาจหมือนคนที่มีอุดมการณ์และหลักการให้เรารู้สึกชื่นชมและวางใจที่จะคุยด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตายตัวชนิดที่ว่าจะทำให้เราเข้าใจได้ทั้งหมดใน 2-3 บทสนทนา…

“คงเพราะเช่นนี้เองที่ทำให้เมืองแห่งนี้มีเสน่ห์และมีผู้แวะเวียนมาไม่ขาดสาย…”

 

 

‘ซาลซ์บูร์ก’ (Salzburg) เมืองเล็กๆ ที่อ้อมล้อมด้วยภูเขาในประเทศออสเตรีย เมืองเกิดของ ‘โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมซาร์ต’ (Wolfgang Amadeus Mozart) นักประพันธ์ดนตรีคนสำคัญของยุคคลาสสิก และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ‘The Sound of Music’ ศรได้เดินทางไปชมงานศิลปะและสถาปัตยกรรม ‘Sky Space’ ที่หยิบเอาท้องฟ้ามาเป็น subject ของ ‘เจมส์ เทอร์เรลล์’ (James Turrell) ศิลปินแสงชาวอเมริกัน แวะที่พิพิธภัณฑ์ ‘Moderne Mönchsberg’ พร้อมทั้งพาชมเมืองที่ผู้คนต่างเล่นดนตรีอยู่ริมถนน ใส่ชุดจัดเต็มสีไวโอลินในวันที่หิมะตกหนักมาก

“ฤดูหนาวในซาลซ์บูร์กก็ดูมีเวทมนตร์เหมือนลูกแก้วหิมะที่เพิ่งโดนเขย่า เราไม่สนใจเป้าหมายในการเดินอีกต่อไป เพราะตัวเมืองของมันในตอนนี้มีความสวยงามให้สำรวจเต็มไปหมด…”

 

 

‘มิลาน’ (Milan) เมืองที่ขึ้นชื่อด้านการออกแบบและความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม ผู้คนให้ความสำคัญกับศิลปะและสถาปัตยกรรม แถมยังเป็นที่ตั้งของเหล่าโรงเรียนออกแบบมากมาย หนึ่งในที่ที่ศรไปเยือนคือ ‘Pirelli HangarBicocca’ ศูนย์จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยที่ดัดแปลงโรงงานให้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงาน ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรี

ตอนศรไปเยือนเป็นคิวแสดงนิทรรศการของ ‘ลอเร พรูวอสต์’ (Laure Prouvost) ศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่นำเสนอ ‘GDM—Grand Dad’s Visitor Center’ งานศิลปะจัดวางและวิดีโอที่ทำให้พื้นที่ทั้งโถงเป็นเหมือนห้องของคุณตาที่เธอสมมติขึ้นมา ภายในห้องกระจัดกระจายไปด้วยข้าวของจากชีวิตประจำวัน และผลงานศิลปะเชิงความคิดที่เธอบอกว่า ‘คุณตา’ ในจินตนาการเป็นคนทำขึ้นมา

อีกคนคือ ‘คิชิโอะ ซูกา’ (Kishio Suga) ศิลปินญี่ปุ่นผู้เป็นหนึ่งในกลุ่ม School of Things (Mono-ha กลุ่มศิลปินผู้บุกเบิกแนวคิดเกี่ยวกับวัสดุศิลปะ) กับนิทรรศการ ‘Situations’ ที่นำของใช้ธรรมดาๆ ดูไม่ได้มีความคงทนถาวรเหมือนวัสดุศิลปะมาจัดเรียง ซ้อนเป็นชั้น หรือกระทำด้วยวิธีตามธรรมชาติของวัสดุ เพื่อสร้างการสำรวจและเปิดความเป็นไปได้ระหว่างบุคคล วัตถุ และพื้นที่

“การจัดวางนี้แสดงออกถึงธรรมชาติของวัสดุ แต่ก็เป็นธรรมชาติที่ไปสุดทาง จนบางทีเราอาจไม่คุ้นเคยกับมันและสร้างผลกระทบทางสายตาให้เรายืนพิจารณาด้วยความพรึงเพริดอยู่อย่างนั้น…”

 

 

‘โคโลญจน์’ (Cologne) เมืองใหญ่และมีชื่อเสียงอีกหนึ่งแห่งในเยอรมนี ซึ่งมี ‘อาสนวิหารโคโลญจน์’ (Kölner Dom) โบสถ์นิกายโรมันคาทอลิก หนึ่งในสถาปัตยกรรมแบบกอทิกที่สูงที่สุดในโลกเป็นหน้าเป็นตาประจำเมือง ศรเล่าว่ายอดแหลมของหอคอยแฝดสูงพอๆ กับเทอร์มินัล 21 ของบ้านเรานี่แหละ แถมอาสนวิหารแห่งนี้ใช้เวลาสร้างกว่าหกร้อยปี และโชคดีที่ได้รับความเสียหายจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มาก

แต่ส่วนที่เสียหายหลักๆ คือหน้าต่างงานกระจกสีที่เพิ่งเปิดตัวหลังถูกบูรณะให้สมบูรณ์ในปี 2007 ซึ่งกระจกหน้าต่างใหม่นั้นเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ออกแบบโดยศิลปินแอบสแตรกต์ ‘เกอร์ฮาร์ด ริคเทอร์’ (Gerhard Richter) เขาออกแบบเป็นภาพนามธรรมที่ประกอบด้วยกระจกทรงจตุรัสบานย่อยๆ มากกว่าหมื่นแผ่น สลับสีหลากหลาย ในวันที่แดดจ้า ภาพที่ออกมาจึงเป็นเหมือนพิกเซลสีสันสดใสส่องลงมาเคลือบฉาบภายในวิหาร

“…เมืองแต่ละเมืองมีลักษณะหลายประการที่ไม่เหมือนกันเราอาจจะพอเปรียบเทียบเมืองเป็นเหมือนกับคนได้ เมืองมีบุคลิกและมีองค์ประกอบที่ทำงานด้วยกันอย่างเป็นระบบเหมือนร่างกาย และแลนด์มาร์กต่างๆ ก็เป็นดังใบหน้าที่คนจะจดจำและทำความรู้จักได้ในทีแรก เช่น ปารีสมีหอไอเฟล แวร์ซายกับกรุงเทพฯ มีพระราชวัง

“สถานที่ที่ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของโคโลญจน์ก็คืออาสนวิหารโคโลญจน์”

 

 

เมื่อเดินทางถึง ‘ปราก’ (Prague) เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก ก็ย่อมไม่พลาดไป ‘ปราสาทปราก’ (Prague Castle) ปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 9 และได้รับการบรรจุให้เป็นมรดกโลก โดยกลุ่มอาคารย่อยๆ ของที่นี่ประกอบรวมกันเป็นปราสาทเปรียบได้กับเมืองขนาดย่อมในพื้นที่สี่ร้อยกว่าไร่

ด้วยความที่สร้างในยุคกลาง ทำให้ปราสาทมีสถานะเป็นศูนย์กลางของเมืองชั้นใน ประกอบกับต้องมีอาคารประเภทต่างๆ อยู่ในตัว เพื่อให้ผู้ที่อยู่ด้านในสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เวลาโดนข้าศึกล้อม ภายในกลุ่มอาคารจึงมีส่วนที่เกี่ยวกับการปกครอง โรงช่าง ที่กักตุนอาหาร บ้านคนทำขนมปัง ป้อมปราการที่ล้อมรอบ รวมถึงอาคารที่ชูสูงอยู่กลางลานและมีเครื่องประดับตกแต่งมากที่สุดอย่าง ‘อาสนวิหารเซนต์วีตัส’ (St. Vitus Cathedral) ที่นอกจากจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมกอทิกโดดเด่นกว่าใครแล้ว การออกแบบภายในยังถูกสร้างภายใต้ความเชื่อว่าพระเจ้ากับความดีอยู่ในแสง จึงสร้างเป็นอาคารเปิดรับแสง เพื่อให้วิหารถูกฉาบด้วยแสงอาทิตย์ พร้อมมีหน้าต่างที่ประกอบจากกระจกสีเล็กๆ ให้เกิดความวิบวับหลากสีสะดุดตา

“บรรยากาศภายในวิหารจึงแสดงออกถึงความเคารพสำรวมท่ามกลางความน่าอัศจรรย์ใจของพระผู้สร้างหรือธรรมชาติ”

 

 

ช่วงท้ายของทริปศรไปสวิตเซอร์แลนด์ และเลือกเดินทางด้วยบัตรสวิสพาส (Swiss Pass) ทำให้จะขึ้นรถไฟ ลงเรือ นั่งรถประจำทางกี่รอบก็ได้หมด เข้าพิพิธภัณฑ์ฟรีกว่าสี่ร้อยแห่ง ไหนจะมีส่วนลดสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดสถานที่ และประเภทบัตรที่เลือกด้วย) ศรเลือกแผนแบบสี่วัน นอกจากตระเวนในเมืองอื่นๆ เขาตั้งใจว่าจะไปขึ้นกระเช้าที่มอนทานา (Montana) ไปดูเขามัทเทอร์ฮอร์น (Matterhorn) ที่เซอร์มัทท์ (Zermatt) ยอดเขาริกิ (Rigi) รวมถึง ‘ยอดเขายุงเฟรา’ (Jungfraujoch) หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์ มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 4,000 เมตร และมีสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปตั้งอยู่ด้วย

การเดินทางสู่เขายุงเฟราสามารถทำได้ด้วยรถไฟเท่านั้น เมื่อนั่งรถไฟมาใกล้ถึงยอดก็ต้องขึ้นรถรางไต่เขาผ่านเส้นทางหลายส่วนที่เป็นอุโมงค์ ทำให้ทิวทัศน์ระหว่างเส้นทางโผล่ออกมาให้เห็นแค่บางจุด นอกนั้นก็เป็นความมืดเหมือนเวลานั่งรถไฟใต้ดิน ทั้งนี้บนจุดสูงสุดเท่าที่รถรางพาไปถึงจะมีหอดูดาวสฟิงซ์ (Sphinx Observatory) ให้ได้ชมวิวบนระเบียง เห็นเส้นขอบฟ้าที่กำลังเรืองแสงและท้องฟ้าสีน้ำเงินมืดด้านบนแบบ 360 องศากันเลย

“สวิสพาสท่องเที่ยวได้ทั่วสวิตเซอร์แลนด์ ไปได้เกือบทุกที่ แต่การไปจุดหมายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมักจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม ซึ่งถ้าไปถึงแล้ว นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็คงยอมจ่าย พวกเราก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ยอมควักเงินเพิ่มเพื่ออะไรที่เป็น ‘ครั้งหนึ่งในชีวิต’ แม้จะจ่ายด้วยความรู้สึกจำยอมก็ตาม…”

 

 

‘มอสโก’ (Moscow) เมืองหลวงประเทศรัสเซีย ที่มีสถาปัตยกรรมน่าจับตา และมีการขนส่งสาธารณะที่ยอดเยี่ยมคือหมุดหมายสุดท้ายก่อนกลับไทย 

แต่เพราะบินมาถึงมอสโกเช้ามากตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องหลายชั่วโมงศรเลยไปเดินเล่นชมเมือง ซึ่งก็ไม่พลาดไปแลนด์มาร์กอย่าง ‘จัตุรัสแดง’ (Red Square) พื้นที่ลานกว้างทรงจัตุรัสที่มี ‘อาสนวิหารเซนต์เบซิล’ (St. Basil’s Cathedral) อาคารอันเป็นสัญลักษณ์อันดับหนึ่งของมอสโกตั้งอยู่ ซึ่งอีกด้านของจัตุรัสเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของรัสเซีย’ (State Historical Museum) ที่จัดแสดงวัตถุโบราณหลายยุคเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของประเทศ ศรแวะชมอนุสรณ์สถานของ ‘วลาเดียร์ เลนิน’ (Vladimir Lenin) ซึ่งข้างในมีหุ่นขี้ผึ้งของเลนินนอนอยู่ท่ามกลางหินแกรนิตสีดำที่สะท้อนกับแสงสลัว แวบไปเดินเที่ยวเล่นในห้าง GUM ซึ่งเป็นห้างเก่าแก่ที่สุดในมอสโกเพื่อหนีหนาว ก่อนจะเดินเตร่ตามสถานีรถไฟต่างๆ และร้านขายของชำจนมาจบที่คาเฟ่

“นอกจากจัตุรัสแดงที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญๆ ของมอสโกแล้ว เรายังพบว่าระบบเมโทรของมอสโกก็น่าชมไม่แพ้กัน แต่ละสถานีประดับตกแต่งต่างกันไป มีสุนทรียภาพราวกับอยู่ในหนังของเวส แอนเดอร์สัน จนหลายๆ คนที่มา บอกว่ามันเป็นดังพิพิธภัณฑ์หรือวังใต้ดิน และยกให้เมโทรเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในตัวมันเอง”

 

 

ทดลองเปิดหู เปิดตา และเปิดอ่าน ‘LONG WAY WAY’ ไปดูการเดินทางชมเมือง สอดส่องสถาปัตย์ต่างแดน ได้ที่ salmonbooks.net/book/long-long-way/