หนึ่งในความกลัวสุดคลาสสิกของมนุษยชาติคือกลัววันสิ้นโลก
สมัยก่อน วันสิ้นโลกอาจเป็นความกลัวที่เกี่ยวโยงกับศาสนา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความกลัวเรื่องวันสิ้นโลกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ยิ่งในช่วงเวลาปัจจุบันที่เศรษฐกิจซบเซา สงครามยังดำเนินต่อ ราคาน้ำมันพุ่งสูง ภัยธรรมชาติที่มีให้เห็น การตีความว่าเหตุการณ์เหล่านี้คือสัญญาณของวันสิ้นโลกก็อาจไม่ผิดนัก
หากเราต้องอาศัยอยู่ภายใต้ความกลัวแบบนี้ การรับมือกับปัญหาก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งแต่ละยุคสมัยก็มีวิธีแตกต่างกันออกไป วันนี้เราจึงหยิบยกเรื่องราวว่าด้วยความกลัวเรื่องวันสิ้นโลกจาก ‘UNTITLED CASE: FEAR FACTORS เกิด กลัว เจ็บ ตาย’ มาเล่าให้ทุกคนฟังกัน
ย้อนกลับไปในปี 1973 ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ‘ยูโกะ ชิโนะ’ (Yuko Chino) หญิงชาวญี่ปุ่นเป็นคนหนึ่งที่เผชิญกับวิกฤตดังกล่าว ขณะเดียวกันเธอก็เติบโตในครอบครัวที่มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณอันแรงกล้า โดยเชื่อว่าหากเราตายไป จิตวิญญาณจะยังคงล่องลอยและเวียนว่ายกลับมาในร่างกายใหม่เรื่อยๆ
จนกระทั่งปี 1977 เธอก่อตั้งกลุ่มความเชื่อทางศาสนาของตัวเองขึ้นมา ชื่อว่า ‘ชิโนะ โชโฮ’ (Chino Shoho) ซึ่งเป็นการนำหลักคำสอนของคริสต์ พุทธ ฮินดู และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์มารวมกัน
ชิโนะพร่ำสอนผู้คนภายในกลุ่มเรื่องความเชื่อวันสิ้นโลกตามศาสนาคริสต์ โดยอ้างว่าอัครทูตสวรรค์มอบหมายให้เธอมาป่าวประกาศเรื่องนี้กับมวลมนุษย์ เพื่อหาทางรอดพ้นจากวันสิ้นโลกไปด้วยกัน
เธอย้ำกับคนในกลุ่มว่าวันสิ้นโลกคือวันที่ 15 พฤษภาคม 2003 ซึ่งเป็นวันที่มีดาวเคราะห์ดวงใหม่ถือกำเนิดขึ้น ส่งผลให้คลื่นแม่เหล็กบนโลกปั่นป่วน หลังจากนั้นภัยพิบัติทางธรรมชาติก็จะตามมา แต่ชิโนะชี้ทางสว่างไว้ด้วยว่า มนุษย์ต่างดาวจะส่งยูเอฟโอมารับสาวกทุกคนอพยพไปอาศัยที่ดาวดวงอื่น (ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!)
แม้คำพูดของเธอจะเป็นคำพูดปากเปล่า ไร้หลักฐาน แต่ในช่วงเวลาที่คนญี่ปุ่นขาดที่พึ่งทางใจ กลับกลายเป็นว่ามีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อเธอ
ในเวลาต่อมา ชิโนะตั้งกลุ่มใหม่ทว่ายังมีความเชื่อเดิม ชื่อว่า ‘พานาเวฟ’ (Pana Wave Laboratory) เหตุผลเบื้องหลังน่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกลุ่มให้ดูน่าเชื่อถือขึ้นแต่บอกเลยว่าการรีแบรนด์ลัทธิครั้งนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นจนเกือบถึงหลักพัน
ทว่า พานาเวฟก็ต้องเผชิญจุดพลิกผันอีกครั้ง เมื่อชิโนะประกาศว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง ชิโนะเองก็กังวลใจเรื่องนี้เหมือนกัน หากเธอก็เลือกจะพลิกเกมด้วยการอธิบายกับเหล่าสาวกว่า จริงๆ แล้วความป่วยไข้นี้เป็นเพราะเธอถูกฝ่ายรัสเซียแอบยิงคลื่นแม่เหล็กต่างหาก
หลังจากเหตุการณ์นั้น สมาชิกพานาเวฟก็สามัคคีร่วมมือกันหาทางปกป้องชิโนะ ด้วยเชื่อสุดใจว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสิ่งอันตราย สามารถทำลายทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และโลกใบนี้
พอใกล้ถึงวันสิ้นโลกตามทำนาย กลุ่มพานาเวฟเริ่มออกตามหาพื้นที่โล่งเพื่อหาที่ตั้งแคมป์สำหรับรับมือกับวันสิ้นโลก จนมีนักข่าวหลายสำนักติดตามไปทำข่าว พอนักข่าวมากันจำนวนมาก สมาชิกกลุ่มพานาเวฟกังวลว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างกล้องและไมโครโฟนจะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาหาพวกเขา จึงเริ่มมีการทะเลาะ ตะโกนขับไล่ ไปจนถึงขับรถแทรกเตอร์พุ่งเข้าใส่นักข่าว จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาควบคุม
อย่างไรก็ดี หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงทราบแล้วว่าโลกยังคงหมุนต่อไปแม้จะผ่านวันที่ 15 พฤษภาคม 2003 ไปแล้ว ในวันนั้นประเทศญี่ปุ่นมีเพียงเหตุการณ์แผ่นดินไหวเล็กๆ ไม่ได้มีภัยพิบัติน้ำท่วมโลก ไม่มีสึนามิ และไม่ได้มีความแปรปรวนของคลื่นแม่เหล็กที่ชิโนะทำนายไว้
เมื่อทำนายผิดพลาด กลุ่มพานาเวฟก็ค่อยๆ ลดลง ไม่เหลือความกลัวเรื่องคลื่นแม่เหล็ก ไม่เหลือความกลัวเกี่ยวกับวันสิ้นโลกอีกต่อไป
แม้เรื่องราวของพานาเวฟจะไม่ได้สร้างความสูญเสียยิ่งใหญ่ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจาก ‘ความศรัทธา’ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับลัทธิโอมชินริเกียว แต่เรื่องนี้ก็เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญว่า เมื่อผู้คนรู้สึกไม่มั่นคงหรือขาดที่พึ่งทางใจ ความกลัวเรื่องวันสิ้นโลกก็มีน้ำหนักมากพอที่จะเล่นกับจิตใจของมนุษย์ได้
สุดท้ายนี้ หากคุณอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มพานาเวฟ หรืออ่านเรื่องราวความกลัวประเภทอื่นๆ ที่รับรองว่าอ่านจบแล้วต้องร้อง “ห๊า!” บอกเลยว่ายังมีให้ติดตามต่อใน ‘UNITLED CASE: FEAR FACTORS เกิด กลัว เจ็บ ตาย’ อีกเพียบบบบ อย่าลืมแวะไปจิ้มเล่มนี้ลงตะกร้ากันนะ 💛